เซ็นคืออะไร? What is ZEN?

วันนี้ได้มีโอกาสนั่งดูรายการ “พื้นที่ชีวิต” ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ทางยูทูป ซึ่งดำเนินรายการโดย คุณสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ (นิ้วกลม) ซึ่งในครั้งนี้เป็นการนำเสนอในเรื่องของ “เซ็น” หรือนิกายเซ็น (ZEN) พุทธปรัชญาที่แพร่หลายเป็นอย่างมากในซีกโลกตะวันออก

เลยมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า “แล้วเซ็นมันคืออะไรกันล่ะ ?”

คลิปรายการพื้นที่ชีวิต ตอน “เซ็น (Zen) ตอนที่ 2”

禅 (ZEN)

ด้วยความอยากรู้ ก็เลยค้นคว้าดูจากในอินเตอร์เน็ต พอจะได้ใจความว่า เซ็น (ZEN, 禅) นั้นเป็นนิกายหนึ่งในพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน นับถือแพร่หลายกันอย่างมากในแถบประเทศเอเชียตะวันออก (จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น) โดยคำว่าเซ็นนั้น เป็นการออกเสียงตามภาษาญี่ปุ่น แต่แรกเริ่มเดิมทีนั้น อักษร 禅 นั้น มาจากภาษาจีน ซึ่งออกเสียงว่า “ฉาน” (ใครอยากรู้การออกเสียงจริงๆ ลอง copy ตัวอักษร 禅 แล้วไปวางไว้ใน Google Translate ดูนะ) ซึ่งคำๆนี้นั้น ก็สืบทอดมาจากภาษาบาลีอีกทีนึง โดยคำนั้นก็คือ “ฌาณ” ที่เราๆท่านๆ รู้จักกันดีนั่นเอง ซึ่ง ฌาณ หรือ ฉาน หรือ เซ็น นั้น หมายถึง การเพ่งสมาธิ อารมณ์ จิตใจให้แน่วแน่ด้วยความสงบ

ทีนี้ เซ็น นั้น มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย ต้นกำเนิดของพุทธศาสนานั่นเอง แล้วไปพัฒนาต่อที่ประเทศจีน ก่อนที่จะถูกเผยแพร่ไปยังประเทศเกาหลี และญี่ปุ่นตามลำดับ โดยได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื้อ และลัทธิเต๋า

เซ็น (ZEN) ยังถือเป็นปรัชญาแขนงหนึ่งได้เหมือนกัน โดยหลักแล้วนั้น จะมุ่งเน้นไปในเรื่องของการฝึกจิตใจ ให้เข้าใจถึงวิถีแห่งธรรมชาติ ปราศจากการปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น ถ้าจะเปรียบแล้ว ก็อาจคล้ายคลึงกับแนวทางในการปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ในประเทศไทย สายเถรวาทพระป่า … โดยเซ็นจะไม่นิยมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ ปาฏิหารย์ใดๆเลย เซ็นจะเน้นในเรื่องของการปฏิบัติ การฝึกใช้ปัญญา สมาธิ เพื่อให้เข้าใจ และเกิดสภาวะที่เรียกว่า “พุทธิปัญญา” จนสามารถเข้าใจหลักธรรมได้ด้วยตนเอง โดยไม่ยึดตัวหนังสือ คัมภีร์ พระไตรปิฎก พระพุทธรูป หรือสิ่งจอมปลอมต่างๆ เพราะเซ็นจะถือว่าสิ่งเหล่านั้น เป็นสิ่งสมมติ เป็นเพียงมายาภาพที่หลอกหลอน ปรุงแต่งจิตใจของคนเรา ให้ไขว้เขวไปเท่านั้นเอง โดยสิ่งเหล่านี้ มันก็จะมีข้อจำกัดในการนำเสนอ ซึ่งจะไม่สามารถอธิบายหลักความเป็นจริงของชีวิตได้ทั้งหมด และการหลุดพ้นแบบเซ็นนั้น ก็ไม่ต้องมีขั้นตอนซับซ้อนมากมาย เพียงแค่คนเหล่านั้น ตระหนักรู้ถึงแก่นแท้ของจิตใจตนเอง คนเหล่านั้นก็จะสามารถบรรลุตามหลักของเซ็นได้แล้ว ซึ่งการบรรลุธรรม หรือการรู้แจ้งแห่งสภาวะความเป็นจริงอันสูงสุดตามหลักการของเซ็นนั้นเรียกว่า “ซาโตริ (悟り)” … พอพูดถึงจุดนี้ แล้วผมนึกถึงพระอริยสงฆ์ของประเทศไทยรูปหนึ่ง ท่านนั้นก็คือ ท่านพุทธทาสภิกขุ ที่มีหลัก และแนวคิดละม้ายคล้ายแนวคิดของเซ็นไม่น้อยเลยทีเดียว โดยคำๆหนึ่งที่ท่านพุทธทาส กล่าวเอาไว้เสมอ เพื่ออธิบายและเผยแพร่หลักคำสอนของท่านก็คือคำว่า “ตถตา” หมายถึง “มันเป็นเช่นนั้นเอง” ที่เป็นคำสรุปรวมเอาแก่นของพุทธศาสน์มาไว้ในคำๆเดียว โดยเหตุแห่งทุกข์ ทางดับทุกข์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือปฏิจจสมุปบาท หรืออิทิปปัจจยตา หรือใดๆ ก็ตามแต่ สุดท้ายมันเป็นเช่นนั้นแล.. สิ่งต่างๆในโลก ล้วนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ตามเหตุ ตามปัจจัย

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) หรือรู้จักในนาม พุทธทาสภิกขุ

ทีนี้ กลับมาพูดคุยกันต่อในประเด็นของเซ็น (ZEN)

การที่บุคคลจะสามารถบรรลุหลักธรรม เกิดสภาวะการรู้แจ้งแห่งความเป็นจริงอันสูงสุด หรือซาโตริ (悟り) ตามหลักการของเซ็นนั้น จะต้องมีแนวทางปฏิบัติ 3 ประการดังนี้ คือ

1. ซาเซ็น (Zazen : 坐禅)

ซาเซ็น หมายถึง การนั่งสมาธิอันเป็นพื้นฐานในการเตรียมจิต เพื่อการขบคิดพิจารณาสภาวะธรรม และปริศนาธรรมต่างๆ เพื่อการบรรลุซาโตริ เพราะหากไม่มีการฝึกซาเซ็น เพื่อพัฒนาจิตให้แข็งแกร่งแล้ว ก็จะเป็นการยากยิ่งในการขบคิดปริศนาธรรมให้กระจ่างแจ้งได้ และเมื่อไม่สามารถขบคิดปริศนาธรรมได้ สภาวะซาโตริก็จะเกิดขึ้นได้ยาก ในการบรรลุซาโตรินั้น มักจะต้องอาศัยกระบวนการขบคิดปริศนาธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความงุนงงสงสัยคุกรุ่นเต็มเปี่ยมอยู่ในจิต แล้วระเบิดออกสู่การรู้แจ้งอย่างทันทีทันใด

ในการปฏิบัติซาเซ็นนี้ ท่านโดเก็นได้อธิบายไว้ดังนี้

ณ ที่นั่งประจำของท่าน ปูเสื่อหนา ๆ แล้ววางหมอนลงบนเสื่อ นั่งขัดสมาธิเพชร หรือสมาธิดอกบัว ในท่าสมาธิเพชร ให้วางเท้าขวาบนขาซ้ายและเท้าซ้ายบนขาขวา ในท่าสมาธิดอกบัว ท่านเพียงวางเท้าซ้ายบนขาขวาเท่านั้น ท่านควรห่มจีวรและคาดรัดประคดแต่หลวม ๆ แต่เข้าที่ให้เรียบร้อย แล้ววางมือขวาบนขาซ้ายและวางฝ่ามือซ้ายในท่าหงายขึ้นบนฝ่ามือขวาโดยให้ปลายนิ้วโป้งจรดกัน นั่งตรงในท่าที่ถูกต้อง อย่าเอียงไปทางซ้ายหรือขวา อย่าเอียงไปข้างหน้าหรือข้างหลัง…เมื่อท่านั่งเรียบร้อยแล้ว สูดลมหายใจลึก ๆ หายใจเข้าออก โคลงร่างไปทางซ้ายทีขวาทีแล้วปล่อยให้หยุดนิ่งสมดุลในท่านั่ง คิดถึงการไม่คิด จะคิดถึงการไม่คิดได้อย่างไร โดยปราศจากการคิด สิ่งนี้เองคือ หัวใจแห่งศิลปะการนั่งซาเซ็น (สุวรรณา สถาอานันท์, 2534: 49 – 50)

การนั่งซาเซ็นนี้เป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนให้จิตหลุดพ้นจากกรอบอ้างอิงเดิมที่เคยคิด เคยเชื่อ เคยยึดมั่นถือมั่น ไปสู่การปราศจากการคิดซึ่งหมายถึงการที่จิตพ้นไปจากการแบ่งแยกเชิงทวิลักษณ์ เพื่อก้าวเข้าสู่ความว่างอันเป็นหนึ่งเดียวกับจิตเดิมแท้ ประเด็นเรื่องปราศจากความคิดนี้ อาจารย์คาสุลิส (T. P. Kasulis, 1981: 71 – 77) ได้อธิบายไว้ว่า “การคิด” คือ การกำหนดมโนทัศน์ต่าง ๆ อันเป็นกิจกรรมทางจิตให้กับสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งรวมถึงการตัดสินใจด้วยว่า ชอบ ไม่ชอบ เชื่อ ไม่เชื่อ เป็นต้น เช่น การรับรู้ว่าอะไรคือโต๊ะ อะไรคือเก้าอี้ “การไม่คิด” คือ การปฏิเสธที่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ หรือกล่าวได้ว่าการไม่คิดคือการปฏิเสธกระบวนการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด แต่การจงใจปฏิเสธการคิดนี้ในแง่หนึ่งก็เป็นตัวการคิดนั้นเอง คือมีกรอบกำหนดเพื่อการปฏิเสธ ส่วน“การปราศจากความคิด” แตกต่างจากการคิดและการไม่คิดในแง่ที่ว่าการปราศจากการคิด จิตไม่มีความมุ่งหมายใด (intentionality) ไม่ใช่ทั้งการยืนยันและปฏิเสธ ไม่ใช่ทั้งเชื่อและไม่เชื่อ ไม่ได้มุ่งปฏิเสธอย่างเดียวกับการไม่คิด แต่เป็นการปล่อยให้สิ่งต่างๆ ปรากฏอย่างที่มันเป็น (pure presence of things as they are) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นสภาวะก่อนการแยกแยะเชิงมโนทัศน์ การปราศจากการคิดนี้อาจเปรียบได้กับการที่เรายืนดูความงามของธรรมชาติบนยอดเขา โดยเราจะซาบซึ้งและซึมซับความงามจนอยู่ในสภาวะที่ปราศจากคำพูดหรือคำบรรยายใดๆ

การปฏิบัติซาเซ็นจึงมิใช่การนั่งสมาธิแบบปฏิเสธการรับรู้ แต่เป็นการนั่งสมาธิที่เต็มไปด้วยการรับรู้ แต่เป็นการรับรู้โลกและประสบการณ์ตามอย่างที่เป็นโดยปราศจากความจงใจใด ๆ การรับรู้นี้เป็นการรับรู้ที่ตัวผู้รับรู้กับสิ่งที่ถูกรับรู้ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นการดำรงอยู่ภายใต้กาลภาวะนั้นๆ การปฏิบัติซาเซ็นเป็นฐานของการฝึกใช้ปัญญาในการคิดพิจารณาสภาวะธรรมและปริศนาธรรม แต่สำหรับโดเก็น ตัวซาเซ็นเองก็คือปริศนาธรรมมิใช่เป็นฐานสำหรับการฝึกใช้ปัญญาเพื่อขบคิดปริศนาธรรม

2. ซันเซ็น (Sanzen : 参禅)

แนวการปฏิบัติแบบซันเซ็น หรือวิธีการแห่งปริศนาธรรมนี้ ศิษย์จะเข้าไปพบอาจารย์เพื่อรับปริศนาธรรมมาขบคิดพิจารณา ทั้งนี้ ปริศนาธรรมเป็นเพียงเครื่องมือในการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวทัศน์แก่ผู้ฝึกฝนเซ็นเท่านั้น หาใช่ความจริงไม่ รูปแบบหรือคำตอบของปริศนาธรรมจะแตกต่างกันออกไป แม้ว่าจะเป็นปริศนาธรรมชนิดเดียวกัน แต่ถ้าถามกับคนต่างกัน ก็จะได้คำตอบที่แตกต่างกัน ขึ้นกับสภาพจิตที่ผ่านการฝึกฝนมาและอุปนิสัยของแต่ละคน อาจารย์จะเป็นผู้ตัดสินว่าคำตอบของศิษย์ที่มีต่อปริศนาธรรมนั้น เกิดจากการตระหนักรู้จริง ๆ หรือเป็นเพียงการจำหรือลอกเลียนแบบมาจากคนอื่น

ตัวอย่างของปริศนาธรรม

ศิษย์: พระพุทธเจ้าคืออะไร?
อาจารย์: ป่านหนักสามตำลึง (Mumonkan, Case 18)
ศิษย์: พระพุทธเจ้าคืออะไร
อาจารย์: ไม่มีจิต ไม่มีพุทธะ (Mumonkan, Case 33)
ศิษย์: อะไรคือความหมายของท่านโพธิธรรมที่เดินทางมาจากทางตะวันตก?
อาจารย์: โอ้! กอไผ่ต้นนี้ช่างสูงตระการเสียจริง! (Mumonkan, Case 37)

จากตัวอย่างปริศนาธรรมข้างต้นจะเห็นได้ว่าลักษณะการตอบแสดงให้เห็นถึงภาวะแห่งการบรรลุธรรมของผู้ตอบ ในแง่ที่ว่าสรรพสิ่งล้วนรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน คำตอบไม่จำเป็นต้องเป็นคำตอบที่มีลักษณะของการอธิบายตามความเข้าใจทั่วไป (เช่น คนทั่วไปอาจอธิบายว่าหลักสำคัญแห่งพุทธศาสนา ได้แก่ หลักการเวียนว่ายตายเกิด กรรม อริยสัจสี่) แม้จะอธิบายเช่นนี้ แต่ก็ยังอาจพบกับข้อสงสัยได้ว่าจะแยกแยะคำตอบของคนที่บรรลุธรรมออกจากคำตอบของคนที่ไม่ได้บรรลุธรรมได้อย่างไร สำหรับประเด็นนี้ ผู้เรียบเรียงเห็นว่าวิธีที่ใช้แยกแยะการตอบของผู้บรรลุธรรมจากคนอื่น ๆ สามารถพิจารณาจากตัวคำตอบนั้นเอง และการใช้ชีวิตประจำวันที่มีความเข้าใจและดำรงอยู่ในแก่นแท้แห่งเซ็น ทั้งสองข้อนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์เซ็นผู้บรรลุธรรมอีกต่อหนึ่ง แต่ถ้าพิจารณาในอีกทางหนึ่ง ลักษณะการตอบของผู้บรรลุธรรมเป็นการตอบจากสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ ซึ่งบ่งถึงการตระหนักรู้ถึงปัจจุบันขณะอยู่ตลอดเวลา และเป็นการแสดงให้เห็นถึงการไม่อาศัยเหตุผลในการไตร่ตรองคำตอบ การตอบอย่างฉับพลันเป็นการสะท้อนประสบการณ์ปัจจุบันขณะตามคติปรัชญาเซ็นที่เน้นการมองโลกตามความเป็นจริงปราศจากการแบ่งแยก ดังตัวอย่างของปริศนาธรรมที่ถามเกี่ยวกับเหตุผลหรือความหมายของการเดินทางมาจากทิศตะวันตกของท่านโพธิธรรม คำตอบสำหรับคำถามนี้คนส่วนใหญ่คาดหวังว่าน่าจะเป็นการอธิบายเหตุผลเกี่ยวกับทำไมและอย่างไร แต่ผู้ตอบกลับให้คำตอบซึ่งดูเหมือนจะไม่เป็นที่เข้าใจได้ว่า “โอ้! กอไผ่ต้นนี้ช่างสูงตระการเสียจริง!” ในที่นี้คำตอบนี้อาจไม่เป็นที่เข้าใจได้หรือเป็นคนละเรื่องกับคำถาม แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่าถ้าจุดหมายของการสอนธรรมะของท่านโพธิธรรมเป็นไปเพื่อการเห็นว่าสรรพสิ่งล้วนดำรงอยู่เป็นหนึ่งเดียวกันโดยปราศจากการคิดแบ่งแยกโดยอาศัยการพิจารณาและอยู่กับปัจจุบันขณะ ก็จะเห็นได้ว่าการตอบในลักษณะดังกล่าวแสดงว่าผู้ตอบนั้นเข้าใจจุดหมายของการสอนธรรมะของท่านโพธิธรรมคือเข้าใจว่าตนเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง

จะเห็นได้ว่าลักษณะของการใช้ภาษาในปริศนาธรรมของอาจารย์เซ็นเป็น “ภาษาแห่งการรู้แจ้ง” (ติช นัท ฮันห์, 2522: 86) คือเป็นภาษาที่ปลุกให้ศิษย์ตื่นสู่โลกแห่งความเป็นจริง กล่าวคือ อาจารย์เซ็นใช้ภาษาในฐานะเครื่องมือเพื่อให้เกิดประสบการณ์ทางศาสนา มิได้ใช้ภาษาเพื่อบรรยายความเป็นจริง

3. มอนโด (Mondo : 問答)

มอนโด คือ การถามตอบอย่างฉับพลัน โดยไม่ผ่านการใช้ความคิดพิจารณาปริศนาธรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะการใช้มอนโดจะเป็นการบังคับให้เราตอบในทันทีโดยไม่ผ่านการคิดหรือเหตุผลใดๆ เพื่อให้หลุดพ้นจากกรอบความคิดแบบเดิมไปสู่การรับรู้โลกตามความเป็นจริง ไม่ผ่านการปรุงแต่งหรือการครอบงำของอวิชชาและกิเลสอัน

ตัวอย่างของมอนโด

พระรูปหนึ่งถามท่านอาจารย์โจวชูว่า: “กระผมเพิ่งมาถึง ณ สถานปฏิบัติธรรมนี้ โปรดให้คำชี้แนะด้วย”
ท่านอาจารย์โจวชูตอบว่า: “เธอกินข้าวแล้วหรือยัง”
พระรูปนั้นตอบว่า: “กระผมทานแล้ว”
ท่านอาจารย์โจวชูตอบว่า: “งั้นก็ไปล้างจานเสียสิ” (Mumonkan, Case 7)

จากตัวอย่างมอนโดข้างต้น พระที่ขอคำชี้แนะอาจารย์โจชูได้ลืมว่าแท้ที่จริงแล้วหลักคำสอนแห่งพุทธะเป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรมที่มีอยู่ในทุกขณะจิตของชีวิตประจำวัน บทสนทนาของอาจารย์โจชูเป็นการเตือนพระรูปนั้นว่าอย่าได้แสวงหาธรรมะที่อยู่นอกตัว หรืออย่าถามหาหลักคำสอนที่แยกออกจากวิถีชีวิตปกติ แต่ให้หันกลับมาพิจารณาประสบการณ์แห่งพุทธะในตนเอง

ทั้งปริศนาธรรมและมอนโดต่างก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการบรรลุธรรมได้ ปริศนาธรรมเป็นปัญหาที่อาจารย์ใช้ถามลูกศิษย์เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าลูกศิษย์ของตนมีความก้าวหน้าทางจิตเพียงใด เมื่อศิษย์ได้รับปริศนาธรรมมาแล้วก็จะต้องพยายามขบคิดปริศนาธรรมที่ได้รับมาเพื่อเป็นการทดสอบประสบการณ์ทางจิตของตน ในขณะที่มอนโดเป็นระบบการถามตอบอย่างปัจจุบันทันด่วนโดยไม่ผ่านการขบคิดพิจารณาอย่างต่อเนื่องอย่างปริศนาธรรม กล่าวคือ ในบางครั้งอาจารย์เซ็นอาจมอบปริศนาธรรมแก่ศิษย์ไปขบคิด แต่ในบางครั้งอาจารย์เซ็นอาจถามปริศนาธรรมในกระบวนการของมอนโด โดยที่การตอบในกระบวนวิธีมอนโดจะเป็นการตอบอย่างฉับพลัน ไม่ปล่อยให้ใช้ระบบคิดหรือเหตุผลในการไตร่ตรองคำถาม คำตอบที่ได้จากวิธีการมอนโดนี้เป็นคำตอบที่มาจากจิตที่บริสุทธิ์ปราศจากกรอบมโนทัศน์ใด ๆ ที่อาจบิดเบือนโลกแห่งความเป็นจริง

ในขณะที่กระบวนการแห่งปริศนาธรรมเป็นการอาศัยการคิดไตร่ตรองด้วยเหตุผลจนเกิดความงุนงงสงสัยอย่างต่อเนื่อง จากการตระหนักรู้ว่าเหตุผลไม่สามารถทำความเข้าใจปริศนาธรรมได้จนเกิดการระเบิดออกสู่การรู้แจ้งอย่างฉับพลัน กระบวนการมอนโดเป็นการถามตอบอย่างฉับพลันที่เป็นการตัดกระแสการคิดเชิงตรรกะไปในตัว ทำให้เข้าใจความจริงแท้ที่อยู่เหนือการคิด เหตุผล และการแยกแยะต่าง ๆ ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการแห่งมอนโดหรือวิธีการแห่งปริศนาธรรมนั้นต่างก็พยายามตัดกระแสสำนึกแห่งเหตุผลที่เป็นตัวบดบังการเข้าถึงความจริงแท้

บทสรุป

จะเห็นได้ว่านิกายเซ็นเป็นนิกายที่เร็วและแรง เน้นการบรรลุธรรมแบบฉับพลัน มีการท้าทายดึงดูดผู้มีปัญญา มาไขปริศนาธรรม เพื่อฝึกฝนวิธีคิดแบบอริยะ ทำลายความคิดทางตรรกะ เพื่อให้เห็นสัจธรรม เซ็นจึงพุ่งตรงไปที่แก่นของพุทธศาสนา เป็นนิกายที่เน้นให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงประสบการณ์ของสภาวะธรรม และ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ที่สุด มิใช่แต่เพียงท่องจำ แล้วนำไปใช้แบบฝืนธรรมชาติ การศึกษาเซ็น จำเป็นต้องละทิ้งความยึดมั่นถือมั่นไปเสียก่อน แม้แต่การยึดมั่นถือมั่นใน พระไตรปิฎก หรือ แม้แต่พระพุทธเจ้า ดังภาพวาดอันโด่งดังของท่านเว่ยหลาง ที่กำลังฉีกคัมภีร์ อยู่ ส่วนคำสอนของลูกศิษย์ของท่าน ไปไกลยิ่งกว่านั้นเสียอีก ท่านว่าไงน่ะหรือ “พบพระพุทธเจ้าบนนถนน…จงฆ่าเสีย” มีใครไขปริศนาธรรมข้อนี้ได้ไหมครับ?

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • http://th.wikipedia.org/wiki/นิกายเซ็น
  • http://en.wikipedia.org/wiki/Zen
  • http://sudoku.in.th/zen-intro.html
  • http://www.philospedia.net/zen%20buddhism.html