สัทธรรมปุณฑริกสูตร

Gohonzon, คัมภีร์โงะฮนซน
Gohonzon, คัมภีร์โงะฮนซน

ด้วยความที่บ้านของผมนั้น คลุกคลีอยู่กับการสวดมนต์ในแบบญี่ปุ่น หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า “นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว” มาตั้งแต่เด็กๆ โดยไม่รู้ว่ามันคืออะไร และทำไปเพื่ออะไร พอโตขึ้น ก็เลยถามป๊าว่า สิ่งนี้คืออะไร มีแนวทาง และหลักการอย่างไรบ้าง คำตอบที่ได้รับมาก็ต้องบอกว่า ไม่ค่อยจะชัดเจนเท่าไหร่ รู้แต่ว่าหลักธรรมที่เป็นหลักสำคัญของแนวทางนี้ก็คือ “สัทธรรมปุณฑริกสูตร” … ว่าแต่มันคืออะไรกันล่ะ ?

“นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว” ในประเทศไทยนั้น มีการเผยแพร่โดยสมาคมสร้างคุณค่าแห่งประเทศไทย เป็นสำคัญ ส่วนตัวผมเองก็เคยได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมของสมาคมฯ นี้บ้าง แต่ไม่มากเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าการสวดมนต์แบบนี้ ไม่ชัดเจน ไม่ค่อยเคลียร์กับหลักปฏิบัติเท่าไหร่ เป้าหมายคืออะไร อย่างไร และทำไม ฯลฯ

ต่อมาเมื่อเดือนที่แล้ว เจอข่าวว่า นักแสดงฮอลิวู้ดชื่อดังอย่าง “ออลันโด้ บลูม” นับถือศาสนาพุทธ โดยสวดมนต์แบบนัมเมียวฯ นี่เอง … เลยเอะใจว่า “โอ๊ะ มันต้องมีอะไรให้ค้นหาแน่เลย” ก็เลยมาค้นหาว่า อะไรคือแก่นของหลักธรรมสัทธรรมปุณฑริกสูตร ฉบับนี้กันนะ..

สัทธรรมปุณฑริกสูตร

สัทธรรมปุณฑริกสูตร เป็นพระสูตรที่สำคัญในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนิกชนมหายานโดยเฉพาะชาวจีนและประเทศในเอเชียตะวันออก

สมัยแห่งการแต่งพระสูตรนั้นไม่มีมติที่แน่นอน บ้างก็ว่าหลายร้อยปีหลังพุทธปรินิพพาน บ้างก็ว่าแต่งขึ้นในราว พ.ศ. 300 เป็นอย่างเร็ว แต่ต้นฉบับสันสกฤตที่ค้นพบในเนปาลล้วนมีอายุหลังพุทธกาลราว 1,500 ปีทั้งสิ้น แม้ฉบับแปลของทิเบตก็มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 วินเตอร์นิตซ์ได้เสนอความเห็นว่า พระนาคารชุนได้อ้างถึงข้อความจากสัทธรรมปุณฑรีกสูตรอยู่หลายตอน เพราะฉะนั้นต้นฉบับเดิมย่อมต้องมีอยู่แล้วใน พ.ศ. 693 จึงสันนิษฐานได้ว่าสัทธรรมปุณฑรีกสูตรน่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่าพุทธศตวรรษที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่ความคิดแบบมหายานพัฒนาขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้วในอินเดีย

สัทธรรมปุณฑริกสูตร ฉบับอักษรฮันจา (อักษรจีนที่ใช้ในประเทศเกาหลี) สมัยราชวงศ์โครยอ เขียนขึ้นราว ค.ศ. 1340
สัทธรรมปุณฑริกสูตร ฉบับอักษรฮันจา (อักษรจีนที่ใช้ในประเทศเกาหลี) สมัยราชวงศ์โครยอ เขียนขึ้นราว ค.ศ. 1340

ชื่อดั้งเดิมของพระสูตรนี้ในภาษาสันสกฤตคือ “สัทธรรมปุณฑริกสูตร” (สันสกฤต: सद्धर्मपुण्डरीकसूत्र; Saddharma Puṇḍarīka Sūtra; สทฺธรฺมปุณฺฑริกสูตฺร) แปลว่า พระสูตรว่าด้วยบัวขาวแห่งธรรมอันล้ำเลิศ (“ปุณฑรีก” หมายถึง บัวขาว) ในภาษาอังกฤษเรียกตามความหมายว่า “Sūtra on the White Lotus of the Sublime Dharma” แต่นิยมเรียกทั่วไปโดยย่อว่า “Lotus Sūtra” (แปลว่า “พระสูตรบัวขาว”) พระสูตรนี้ได้รับความนับเป็นอย่างมากในบรรดาประเทศที่นับถือศาสนาพุทธแบบมหายาน มีการแปลชื่อพระสูตรออกเป็นชื่อภาษาท้องถิ่นของประเทศต่างๆ ดังนี้

  • จีน: 妙法蓮華經 miàofǎ liánhuá jīng (เมี่ยวฝ่า เหลียนฮฺวา จิง) เรียกโดยย่อว่า 法華經 fǎhuá jīng (ฝ่าฮฺวาจิง)
  • ญี่ปุ่น: 妙法蓮華経 myōhō renge kyō ? (เมียวโฮ เร็งเง เคียว) เรียกโดยย่อว่า 法華経 hōke kyō (โฮเคะเคียว)
  • เกาหลี: 묘법연화경 myobeop yeonhwa gyeong เรียกโดยย่อว่า 법화경 beophwa gyeong
  • ทิเบต: དམ་ཆོས་པད་མ་དཀར་པོའི་མདོ dam chos pad-ma dkar po’i mdo
  • เวียดนาม: Diệu pháp liên hoa kinh เรียกโดยย่อว่า Pháp hoa kinh
Lotus Sutra
Lotus Sutra

พระสูตรนี้มีสาระสำคัญกล่าวถึงยาน 3 อย่าง อันจะพาสรรพสัตว์ข้ามพ้นห้วงวัฏสงสารได้ ประกอบด้วย สาวกยาน (ศฺราวกยาน), ปัจเจกพุทธยาน (ปฺรตฺเยกพุทฺธยาน) และโพธิสัตวยาน (โพธิสตฺตฺวยาน) ยานทั้งสามนี้มิใช่หนทาง 3 สายที่แตกต่างกัน อันจะนำไปสู่เป้าหมาย 3 อย่างต่างกัน ทว่าเป็นหนทางหนึ่งเดียวที่จะนำไปสู่เป้าหมายหนึ่งเดียว

ภาษาต้นฉบับที่จารึกพระสูตรนั้นไม่ปราฏชัด มีข้อเสนอว่า อาจแต่งเป็นภาษาถิ่นปรากฤต จากนั้นจึงแปลเป็นภาษาสันสกฤต ทำให้พระสูตรนี้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น ต่อมามีการแปลเป็นภาษาจีนถึง 6 สำนวน แต่สามฉบับแรกต้นฉบับสาบสูญไปแล้ว เหลือเพียงสามฉบับหลัง คือ

  1. ฉบับพระภิกษุธรรมรักษ์ แปลเมื่อ พ.ศ. 829 นับเป็นฉบับที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลือในปัจจุบัน
  2. ฉบับพระกุมารชีพ ชาวเอเชียกลาง แปลเมื่อ พ.ศ. 934 กล่าวกันว่าเป็นฉบับที่แปลความได้สละสลวยที่สุด
  3. ฉบับท่านชญานคุปตะและท่านธรรมคุปตะ แปลเมื่อ พ.ศ. 1144

เนื้อความของแต่ละฉบับมีใจความหลักเหมือนกัน แต่รายละเอียดปลีกย่อยมีความแตกต่างกันในบางส่วน โดยสัทธรรมปุณฑรีกสูตร นั้นถือเป็นคัมภีร์หลักอีกเล่มหนึ่งที่มีการแปลเป็นภาษาจีน ทั้งยังเป็นพระสูตรยุคแรกสุด ที่ระบุคำว่า “มหายาน”ด้วย

พระวสุพันทุได้รจนาอรรถกถาพระสูตรนี้เป็นฉบับย่อ ให้ชื่อว่า “สัทธรรมปุณฑรีกสูตรอุปเทศ” ในประเทศจีนได้มีคัมภีรชั้นฎีกาเกิดขึ้นมากมาย เช่น ของท่านเต้าเซิง, ฝ่าอวิ่น, จื้ออี, จี้จ้าง และกุยจี เป็นต้น แม้แต่ท่านจื้ออี (มหาคุรุเทียนไท้) ผู้สถาปนานิกายเทียนไท้ ก็ได้อาศัยพื้นฐานจากพระสูตรเล่มนี้ ในญี่ปุ่น เจ้าชายโชโทะคุได้ทรงแต่งอรรถาธิบายพระสูตรนี้ในชื่อว่า “ฮอกเกกิโช” พระนิชิเรนไดโชนินผู้สถาปนานิกายนิชิเรนโชชูก็ได้อาศัยพระสูตรเล่มนี้และเชื่อว่าเป็นพระสูตรที่สามารถทำให้ปุถุชนที่มีความศรัทธา,ปฏิบัติและศึกษาพร้อมทั้งปฏิบัติโพธิสัตว์มรรคเข้มแข็งจนสามารถต่อกรกับการหมิ่นประมาทธรรมทุกรูปแบบจากผู้ดูหมิ่นที่เข้มแข็ง 3 ชนิดก็จะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้ในร่างกายนี้ ซึ่งพระสูตรเล่มนี้มีอิทธิพลอย่างมาก จนเกิดเป็นองค์กรทางศาสนาและสวดท่องพระสูตรนี้ เช่น นิกายนิชิเรนโชชู สมาคมสร้างคุณค่าที่มีสมาชิก 192 ประเทศทั่วโลก ดร.ไดซาขุ อิเคดะ ประธานองค์กรสร้างคุณค่าสากลได้รับดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์มากกว่า 340 รางวัล (จากการเผยแผ่พุทธศาสนา) จากมหาวิทยาลัยทั่วโลก (https://th.wikipedia.org/wiki/สมาคมสร้างคุณค่า) เป็นต้น

คัดลอกข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki/สัทธรรมปุณฑริกสูตร

 

บทความถัดไปที่เกี่ยวข้องกับ “สัทธรรมปุณฑริกสูตร” นั้น ผมจะพยายามไปศึกษาให้รู้ว่า เนื้อความของหลักธรรมนี้ กล่าวถึงอะไรบ้าง รวมถึงการสวดมนต์แบบ “นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว” และความหมายของ “โงะฮนซน” รวมไปถึงความเป็นมาของ Soka Gakkai

One Reply to “สัทธรรมปุณฑริกสูตร”

Comments are closed.