เทศกาลกินเจ ตำนานของเทศกาลกินเจ ประโยชน์ของการกินเจ และอาหารต้องห้าม

หลังจากผ่านเทศกาลไหว้พระจันทร์ไป หลังจากนี้อีกประมาณ 15 วัน (วันขึ้น 1 ค่ำเดือน 11 – บางข้อมูลว่าเป็นเดือน 9) ก็จะถึงเทศกาลกินเจ หรือบางที่ก็จะเรียกว่าถือศีลกินผัก หลักๆ แล้วก็คือเป็นช่วงเวลาภายในระยะเวลา 3-15 วัน (บางคนตั้งใจกินเจภายใน 3 วันบ้าง หรือ 7 วันบ้าง หรือ 9, 10, 15 วันแล้วแต่ความตั้งใจของแต่ละคน) ในการรักษาศีลปฏิบัติ สำรวมกาย วาจา ใจ พร้อมทั้งงดการบริโภคเนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสัตว์ทั้งหมด รวมถึงผักกลิ่นฉุนบางอย่างที่ถือเป็นข้อห้ามด้วย โดยในปีนี้ (2556) จะเริ่มกำหนดช่วงเวลาของเทศกาลกินเจตั้งแต่ วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 หรือวันที่ 5 ตุลาคม 2556 เรื่อยไป บางคนก็ตั้งใจกินเจเพียงแค่ 3 วัน บางคนก็ 7 วัน บางคนก็ 9 วัน (เลขมงคล) แต่สำหรับบ้านของผม เป็นหลักปฏิบัติสืบต่อมาอย่างยาวนานแล้วว่า เราต้องกินเจก่อนคนอื่นๆ 1 มื้อ และออกเจหลังคนอื่นๆ อีก 1 มื้อ รวมๆ แล้วประมาณ 10 วัน

ทีนี้ ด้วยความอยากรู้ขี้สงสัย เลยอยากรู้ว่า เทศกาลกินเจ เนี่ยมันคืออะไรกันแน่นะ แล้วทำไมต้องกินเจล่ะ ใครเป็นคนกำหนดว่าต้องกินช่วงนี้ แล้วกินเจไปแล้วได้อะไร กินเจแล้วจะทำให้ผอมจริงป่าว? (ทั้งๆที่อาหารเจส่วนใหญ่ประกอบด้วย แป้ง น้ำมัน น้ำตาล … ตัวอ้วนชัดๆ) …………… ลองมาหาคำตอบกันดูเลยดีกว่า

ความหมายของคำว่า เจ ( 齋 )

คำว่า “เจ” เป็นคำในภาษาจีน ที่ออกเสียงด้วยสำเนียงจีนแต้จิ๋ว (บางคนออกเสียง แจ) จริงๆแล้ว ตัวอักษรภาษาจีนมันก็คือ 齋 เกิดจากการรวมคำในภาษาจีนของ ตัวอักษร ฉี “ 齊 ” ซึ่งแปลว่าบริบูรณ์ , เรียบร้อย อักษรเจเกิดจากการเพิ่มเส้นตั้งและสองจุด ( 小 ) เข้าไปกลางอักษรฉี ทำให้เกิดตัว ซื่อ ( 示 ) ซึ่งแปลว่าการสักการะ อยู่ในแก่นกลางของตัวฉี

เจ ( 齋 ) จึงมีความหมายว่า การรักษาความบริสุทธิ์(ทั้งกายและใจ)เพื่อการสักการะ หรือ การปฏิบัติบูชาถวายเทพยดา ส่วนความหมายที่สมบูรณ์ชัดเจนนั้น อักขรานุกรมซัวเหวินเจี่ยจื้อ (อธิบายลายสือวิเคราะห์อักษร) ตำราอธิบายตัวอักษรเล่มแรกของจีน ซึ่งเขียนเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๖๔๓ ได้นิยามความหมายของอักษรนี้ไว้อย่างกระชับว่า 斋 : 戒洁也  อ่านว่า “เจ : ไก้เกียกเอี่ย (ไจ : เจี้ยเจี๋ยเหย่)” แปลว่า  เจ : คือการงดเว้นเพื่อความบริสุทธิ์ คำว่า ไก้ (ไก่หรือเจี้ย) ที่แปลว่างดเว้นนี้ต่อมาใช้เป็นคำแปลคำว่า “ศีล” ของพุทธศาสนาด้วย เกียก (เจี๋ย) แปลว่า บริสุทธิ์ สะอาด เอี่ย (เหย่) เป็นกริยา แปลว่า คือ คำว่า เจ จึงอาจแปลให้เข้าใจง่ายว่า “การถือศีลเพื่อความบริสุทธิ์” แต่เป็นศีลแบบจีนโบราณ ไม่ใช่ศีลของพุทธศาสนา และอาจใช้ในความหมายว่า เรียบร้อยสะอาดก็ได้

ตำนานของเทศกาลกินเจ

ตำนานของเทศกาลกินเจนั้น มีหลากหลายตำนาน และเรื่องราวมาก สรุปรวมๆ ได้ดังนี้

  1. ตำนานที่ 1 : การกินเจเริ่มขึ้นเพื่อรำลึกถึงนักรบ “หงี่หั่วท้วง” ซึ่งเป็นทหารชาวบ้านของจีนที่ต่อสู้ต้านทานกองทัพแมนจูอย่างกล้าหาญ ฝ่ายแมนจูมีปืนไฟของชาวตะวันตกที่ฝ่ายจีนไม่มี นักรบหงี่หั่วท้วงเหล่านี้จะประกอบพิธีกรรมนุ่งขาวห่มขาว ไม่กินเนื้อสัตว์และผักที่มีกลิ่นฉุน และท่องบริกรรมคาถาตามความเชื่อของจีน เชื่อกันว่าจะสามารถป้องกันปืนไฟได้ แต่ก็ไม่ประสบผล ครั้นจีนพ่ายแพ้แมนจู ชายชาวจีนถูกบังคับให้ไว้ผมอย่างชาวแมนจู ซึ่งสร้างความคับแค้นให้แก่ชาวจีนอย่างมาก ชาวจีนจึงรำลึกถึงนักรบหงี่หั่วท้วงเหล่านี้ด้วยสำนักในบุญคุณ
  2. ตำนานที่ 2 : เพื่อเป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ดาวนพเคราะห์” ทั้ง 9 ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ ในพิธีกรรมบูชานี้สาธุชนในพระพุทธศาสนาสละเวลาทางโลกมาบำเพ็ญศีลงดเว้นเนื้อสัตว์และแต่งกายด้วยชุดขาว
  3. ตำนานที่ 3 : ผู้ถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีลกาล 7 พระองค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ คือพระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น 9 พระองค์(หรือ “เก้าอ๊อง”)ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ด้วยกันคือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาติดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่สารทิศ
  4. ตำนานที่ 4 : กินเจเพื่อเป็นการบูชา“กษัตริย์เป๊ง”ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ้องซึ่งสิ้นพระชนม์โดยทรงทำอัตวินิบาตกรรม (การฆ่าตัวตาย) ในขณะที่เสด็จไต้หวันโดยทางเรือ เมื่อมีพระชนนมายุได้ 9 พรรษา พิธีบูชาเพื่อระลึกถึงราชวงศ์ซ้องนี้ มีแต่เฉพาะในมณฑลฮกเกี้ยนซึ่งเป็นดินแดนผืนสุดท้ายของราชวงศ์ซ้องเท่านั้น โดยชาวฮกเกี้ยนได้จัดทำพิธีดังกล่าวนี้ขึ้นด้วยการอาศัยศาสนาบังหน้าการเมือง การที่เผยแผ่มาสู่เมืองไทยได้นั้นเพราะชาวจีนจากฮกเกี้ยนนำมาเผยแผ่
  5. ตำนานที่ 5 : เมื่อ 1500 ปีมาแล้ว มณฑลกังไสเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองมาก ฮ่องเต้เมืองนี้มีพระราชโอรส 9 พระองค์ซึ่งเป็นเลิศทั้งบุ๋นและบู๊จึงทำให้หัวเมืองต่างๆ ยอมสวามิภักดิ์ ยกเว้นแคว้นก่งเลี้ยดที่มีอำนาจเข้มแข็งและมีกองกำลังทหารที่เหนือกว่า ทั้งสองแคว้นทำศึกกันมาถึงครั้งที่ 4 แคว้นก่งเลี้ยดชนะโดยการทุ่มกองกำลังทหารที่มีทั้งหมดที่มากกว่าหลายเท่าตัวโอบล้อมกองทัพพระราชโอรสทั้งเก้าไว้ทุกด้าน แต่กองทัพก่งเลี้ยดไม่สามารถบุกเข้าเมืองได้จึงถอยทัพกลับ
    จนวันหนึ่งชาวกังไสเกิดความแตกสามัคคีและเอาเปรียบกัน เทพยดาทราบว่าอีกไม่นานกังไสจะเกิดภัยพิบัติจึงหาผู้อาสาช่วยแต่ชาวบ้านจะพ้นภัยได้ก็ต่อเมื่อได้สร้างผลบุญของตนเอง ดวงวิญญาณพระราชโอรสองค์โตรับอาสาและเพ่งญาณเห็นว่าควรเริ่มที่บ้านเศรษฐีใจบุญ ลีฮั้วก่าย
    คืนวันหนึ่งคนรับใช้แจ้งเศรษฐีลีฮั้วก่ายว่ามีขอทานโรคเรื้อนมาขอพบเศรษฐีจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าเดินทาง แต่ขอทานไม่ไปและประกาศให้ชาวเมืองถือศีลกินเจเป็นเวลา 9 วัน 9 คืนผู้ใดทำตามภัยพิบัติจะหายไป เศรษฐีนำมาปฏิบัติก่อนและผู้อื่นจึงปฏิบัติตามจนมีการจัดให้มีอุปรากรเป็นมหรสพในช่วงกินเจด้วย
    เล่าเอี๋ยเกิดศรัทธาประเพณีกินเจของมณฑลกังไสจึงได้ศึกษาตำราการกินเจของเศรษฐีลีฮั้วก่ายที่บันทึกไว้ แต่ได้ดัดแปลงพิธีกรรมบางอย่างให้รัดกุมยิ่งขึ้นและให้มีพิธีเชี้ยยกอ๋องส่องเต้ (พิธีเชิญเง็กเซียนฮ่องเต้มาเป็นประธานในพิธี)
  6. ตำนานที่ 6 : มีชายขี้เมานามว่า เล่าเซ็ง เข้าใจผิดคิดว่าแม่ตนตายไปเพราะเป็นโรคขาดสารอาหาร จนคืนหนึ่งแม่ได้มาเข้าฝันบอกว่า แม่ตายไปได้รับความสุขมากเพราะแม่กินแต่อาหารเจและตอนนี้แม่อยู่บนเขาโพถ้อซัว ตั้งอยู่บนเกาะน่ำไฮ้ ในมณฑลจิ๊ดเจียงถ้าลูกอยากพบแม่ให้ไปที่นั่น
    ครั้นถึงเทศกาลไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมที่เขาโพถ้อซัว เล่าเซ็งอยากไปแต่ไปไม่ถูกจึงตามเพื่อนบ้านที่จะไปไหว้พระโพธิสัตว์ เพื่อนบ้านเห็นเล่าเซ็งสัญญาว่าจะไม่กินเหล้าและเนื้อสัตว์จึงให้ไปด้วย ระหว่างทางเดินสวนกับคนขายเนื้อเล่าเซ็งลืมสัญญาที่ให้ไว้เพื่อนบ้านก็หนีไป โชคดีที่มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินผ่านมาและต้องการไปไหว้พระโพธิสัตว์เล่าเซ็งจึงขอตามนางไป
    เมื่อถึงเขาโพถ้อซัวขณะที่เล่าเซ็งก้มลงกราบไหว้พระโพธิสัตว์นั้น เขาเห็นแม่ลอยอยู่เหนือกระถางธูปที่คนอื่นมองไม่เห็น ขณะเดินทางกลับเขาได้แยกทางกับหญิงสาวและได้พบเด็กชายคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่จึงเข้าไปถามไถ่ได้ความว่าเป็นลูกของเขากับภรรยาที่เลิกกันไปนานแล้ว เขาจึงพาไปอยู่ด้วยแล้ววันหนึ่งหญิงสาวที่นำทางไปเขาโพถ้อซัวมาขออาศัยอยู่ด้วย ทั้งสามอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
    หญิงสาวผู้นั้นเป็นสาวบริสุทธิ์ประพฤติตนเป็นคนดีอยู่ในศีลธรรมและถือศีลกินเจอยู่เนืองนิตย์ นางรู้ว่าใกล้ถึงวันตายของนางแล้วจึงบอกเล่าเซ็ง เมื่อถึงวันนั้นนางอาบน้ำแต่งตัวด้วยอาภรณ์ที่ขาวสะอาดแล้วนั่งสักครู่ก็สิ้นลม เล่าเซ็งเห็นการจากไปด้วยดีของนางคล้ายกับแม่จึงเกิดศรัทธายกสมบัติให้ลูกชายแล้วประพฤติตนใหม่ เมื่อตายไปจะได้บังเกิดผลเช่นเดียวกับแม่และหญิงสาวและประเพณีกินเจจึงเริ่มขึ้น

ทำไมต้องกินเจ ?

เหตุผลของการกินเจในแต่ละคน อาจแตกต่างกันออกไป ส่วนตัวผมว่า มันมีเหตุผลดังนี้ครับ

  1. กินเจ เพราะมีจิตใจเมตตารักสัตว์โลก ละเว้นการกินเนื้อสัตว์ไปบ้าง (อันนี้แนว โลกสวย) เนื่องจากช่วงเวลานี้ (เดือนตุลาคม) เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว สัตว์หลายๆสายพันธุ์ต่างก็เตรียมตัวจำศีลกัน ปลาบางพันธุ์ก็วางไข่ช่วงนี้ ถ้าเราละเว้นการกินเนื้อสัตว์ไปบ้างช่วงระยะเวลาหนึ่ง มันก็มีเวลาพอที่จะทำให้การแพร่พันธุ์ของสัตว์ต่างๆ สืบต่อไปได้
  2. กินเจ เพราะทำความดี ละเว้นการเบียดเบียน การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต (อันนี้แนว ธรรมะ) เพื่อมาเป็นอาหารให้เราๆ บริโภคกันอย่างอิ่มหนำสำราญ เหตุผลนี้มันก็ไปสอดคล้องกับศีลในทางพุทธศาสนาข้อที่ 1 นั่นคือ ปาณาติปาตา เวระมณี สิกขา ปาทัง สมาทิยามิ หรือการงดเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพื่อเป็นธรรมทาน นั่นเอง
  3. กินเจ เพราะอยากมีสุขภาพดี (อันนี้แนว เฮลท์ตี้) … ใครๆ ก็อยากมีสุขภาพดีกันทั้งนั้น เคยเห็นงานวิจัยชิ้นหนึ่งบอกว่า จริงๆแล้ว มนุษย์เรา เป็นสัตว์กินผัก ไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ แต่เรากินเนื้อสัตว์กันจนชิน บางครั้งก็อาจทำให้เกิดสภาวะก่อมะเร็งได้โดยไม่รู้ตัว (เช่น อาหารปิ้งย่าง) ดังนั้น ก็หันมากินผัก กินโปรตีนจากถั่ว ทดแทนเพื่อให้สุขภาพของตัวเราเองดีขึ้น
  4. กินเจ เพราะสมัยนิยม (อันนี้แนว อินเทรนด์) เห็นคนอื่นๆ เขากินเจกัน ดูเท่ห์ดี อยากลองบ้าง หรือไม่ก็อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ออกไปหาอาหารการกินอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารเจ ไม่ได้เลย เช่น ย่านไชน่าทาวน์ เยาวราช เป็นต้น

ส่วนตัวคิดว่า ใครจะกินเจ ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ แต่หลักๆ แล้วสิ่งที่ควรกระทำ และระลึกมากที่สุด ไม่ใช่ตัวอาหาร โภชนาการที่เรากินเข้าไป แต่เป็นภายใน การสำรวม การระลึก การคิดดี พูดดี ทำดี ไม่ทำสิ่งชั่ว ไม่ทำบาป เกรงกลัว และละอายต่อการทำบาป … ผมว่า มันสำคัญกว่า ภาพภายนอกที่กินอาหารเจ อย่างเคร่งครัด แต่จิตใจคิดชั่ว คดโกง เอารัด เอาเปรียบ พูดจาด่าทอส่อเสียด ซึ่งผิดไปจากแก่นที่แท้จริงของประเพณีนี้ครับ

อาหารต้องห้ามในเทศกาลกินเจ

อาหารต้องห้ามในเทศกาลกินเจ
อาหารต้องห้ามในเทศกาลกินเจ
  1. เนื้อสัตว์ทุกประเภท ทุกชนิด รวมไปถึงอาหารแปรรูปต่างๆ ที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ หรือเป็นผลผลิตมาจากสัตว์ เช่น นม เนย ไข่ น้ำมันจากสัตว์ เช่นน้ำมันหมู น้ำมันตับปลา เป็นต้น
    ยกเว้น หอยนางรม เนื่องจากมีบางตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งที่พระถังซำจั๋ง ออกเดินทางไปเผยแผ่ศาสนา และบำเพ็ญศีลภาวนาในช่วงเทศกาลกินเจอยู่นั้น ขณะนั้นรอนแรมอยู่กลางทะเล และเสบียงอาหารก็หมดแล้ว ดังนั้นพระถังซำจั๋งจึงตั้งจิตอธิษฐานต่อ เจ้าแม่กวนอิม ว่าหากใช้ไม้ปักลงไปในทะเลแล้ว มีสิ่งใดติดขึ้นมา ก็ขอให้สิ่งนั้นสามารถกินได้ด้วยเถิด เพื่อจะได้มีพละกำลังเดินทางต่อไปในการเผยแผ่ศาสนา แล้วปรากฎว่า สิ่งที่ติดไม้ขึ้นมานั้น คือ หอยนางรม (ข้อความนี้เป็นเพียงตำนาน จากการบอกเล่าผ่านรุ่นสู่รุ่น ไม่มีเอกสารอ้างอิงชัดเจน)
  2. ผักกลิ่นฉุน (荤) – ซึ่งแต่ละถิ่น แต่ละยุคสมัย จำนวนและชนิดก็แตกต่างกันออกไป ถ้าอ้างอิงตามสารานุกรมฉือไห่อธิบายไว้ว่า “อู่ฮุน (五荤) : เรียกอีกอย่างอู่ซิง (ผักเผ็ดทั้งห้า) เพราะเผ็ดเหม็นทำให้มึนงงอ่อนล้า พวกฝึกอายุวัฒนะถือว่า กระเทียม กระเทียมเล็ก กุยช่าย (หอมแป้น) ผักชี หวินไถ (ผักน้ำมัน, ผักมัสตาร์ด) เป็นผักเหม็นทั้งห้า” แต่สำหรับประเทศไทย ยุคปัจจุบันแล้ว มีทั้งสิ้น 5 ชนิด คือ
    1. กระเทียมทุกชนิด ทั้งหัวกระเทียม ต้นกระเทียม โดยกระเทียมจะไปทำลายการทำงานของหัวใจและกระทบกระเทือน ต่อธาตุไฟในกาย ถึงแม้ว่ากระเทียมจะมีสารที่สามารถละลายไขมันใน เส้นเลือด (คอเลสเตอรอล) ได้ แต่กระเทียมก็มีความระคายเคืองสูง ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะหรือกระเพาะอาหารเป็นแผลและโรคตับจึงไม่ควรรับประทานมาก
    2. หอมทุกชนิด เช่น หัวหอม หอมแดง ต้นหอม ซึ่งตามหลักเวชศาสตร์และเภสัชศาสตร์โบราณของจีนถือว่า หัวหอมจะไปทำลายการ ทำงานของไต และกระทบกระเทือนต่อ ธาตุน้ำในกาย ถึงแม้ว่าหอมแดงจะช่วยขับพยาธิ ขับลม แก้ท้องอืดแน่น ปวดประจำเดือน และอาการบวมน้ำได้ แต่การบริโภคเป็นประจำ หรือมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการหลงลืมง่าย ประสาทเสีย มีกลิ่นตัว ฟันเสีย เลือดน้อย และนัยน์ตาฝ้ามัว
    3. หลักเกียว หรือกระเทียมโทนจีน ลักษณะคล้ายหัวกระเทียม แต่มีขนาดเล็กและยาวกว่า ในประเทศ ไทยไม่พบว่ามีการปลูกแพร่หลาย  ซึ่งหลักเกียวจะไปทำลายการ ทำงานของม้าม กระเทือน ธาตุดิน ใน  กาย
    4. กุยช่าย จะไปทำลายการทำงานของตับ และกระทบกระเทือนต่อ ธาตุไม้ ในกาย
    5. ใบยาสูบ ซึ่งหมายถึง บุหรี่ ยาเส้น นั้น เป็นของเสพติดมึนเมา โดยใบยาสูบจะไปทำลายการทำงานของปอด และกระทบกระ เทือนต่อ ธาตุโลหะ ในกาย
  3. อาหารรสจัดต่างๆ หมายถึง อาหารเจ จะต้องเป็นอาหารที่ปรุงด้วยรสชาติปกติ ธรรมดาที่สุด ไม่เผ็ด ไม่เปรี้ยว ไม่เค็ม ไม่หวาน ทางใดทางหนึ่งแบบชัดเจน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการฝึกตนให้อยู่ในทางสายกลาง ไม่เอนเอียง มัวเมา หลงใหลไปในรูป รส กลิ่น ของอาหารจนทำให้ลืมหลักการที่แท้จริงของประเพณีไป
  4. สิ่งเสพติด ยาเสพติด ของมึนเมาต่าง เหล้า เบียร์ ไวน์ สาโท สาเก ยาดอง แอลกอฮอล์ หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ ของที่เป็นอบายมุขนั่นล่ะ ห้ามหมด !!!
  5. ข้อนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว เพิ่มเข้ามาเอง คือ “อาหารเจ ดัดแปลง” หมายถึง อาหารเจ ที่ทำ ผลิต หรือมีวัตถุดิบมาจากของเจทุกอย่าง ถูกต้องตามหลักการทุกอย่าง แต่ ปรับปรุง ดัดแปลง ตกแต่ง เพิ่มเติมให้มี รูป รส กลิ่น ละม้ายหรือเหมือนกับเนื้อสัตว์ทุกอย่าง เช่น ข้าวมันไก่เจ ก๋วยเตี๋ยวเป็ดเจ ขาหมูเจ หรือสารพัดจินตนาการในการทำอาหารทั่วไป ให้กลายเป็นอาหารเจ เพราะผมคิดว่า ถ้าจะกินเจแล้ว มันก็แค่ช่วงระยะเวลาแค่ 3-10 วันเท่านั้น อดทน พยายาม มุ่งมั่น สักหน่อยมันจะเป็นไรไป ถ้าอดใจไม่ไหวอยากกินข้าวขาหมู ก็ออกเจ ไปกินซะเลย ให้เจแตกกันไป จะได้ไม่ต้องมาทรมานกล้ำกลืน

ประโยชน์ของการกินเจ

  1. สุขภาพดีขึ้น – แน่นอนว่าถ้าเรากินผักมากขึ้น กินเนื้อสัตว์น้อยลง สุขภาพเราต้องดีขึ้นแน่ๆ
    1. ขับของเสียออกจากร่างกาย : อันนี้จริงๆ ถ้าใครสังเกตุจะพบว่า ช่วงเทศกาลกินเจ เวลาขับถ่ายออกมา อุจจาระจะค่อนข้างเหม็นกว่าปกติ โดยเฉพาะวันแรกๆ เหมือนมันจะขับของเสียที่ตกค้างในร่างกายออกมาพร้อมเส้นใยอาหาร และช่วงท้ายๆ ของการกินเจ อุจจาระจะมีสีค่อนข้างเขียวๆ ไม่มีสีน้ำตาลเข้ม เหมือนช่วงกินเนื้อสัตว์ เนื่องจากไฟเบอร์จากผักจะช่วยระบบการย่อย ลดอัตราความเสี่ยงในการเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้
    2. ได้สารต้านออกซิเดชั่นจากการบริโรคพืช ลดปัญหาสารพัดโรค
    3. การลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เหมือนเป็นการพักผ่อนระบบภายในของร่างกาย โดยเฉพาะระบบการย่อย
    4. ปรับระบบไหลเลียนเลือดและทางเดินอาหารให้มีความสมดุล
    5. ร่างกายสามารถต้านทานสารพิษได้ดี
  2. รักษาศีลให้บริสุทธิ์ – จริงๆแล้ว การรักษาศีล คิดดี พูดดี ทำดี นั้นมันทำได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเทศกาลกินเจ ก็รักษาศีลได้เหมือนกัน แต่ช่วงระยะเวลานี้ เหมือนเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่เราจะได้พักกาย พักใจ หยุดคิด ทบทวน ไตร่ตรอง จิตใจของเรา มันก็จะส่งผลให้เรา มีสติ มีสมาธิ และก่อให้เกิดปัญญาในท้ายที่สุด
  3. ลดการฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต ลงไปได้บ้าง

ข้อควรระวังจากการกินอาหารเจ

  1. ระวังอ้วน น้ำหนักขึ้น เนื่องจาก อาหารเจ ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย แป้ง น้ำมัน น้ำตาล ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อน้ำหนักตัวของเราๆ อย่างแน่นอน
  2. ร่างกายขาดโปรตีน จากการที่ไม่ได้กินเนื้อสัตว์ ซึ่งโปรตีนนั้น จะช่วยซ่อมแซมร่างกาย และให้พลังงานต่อร่างกายได้ รวมถึงสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย ดังนั้นถ้าร่างกายขาดโปรตีนก็อาจส่งผลเสียได้ อาจทำให้ป่วยง่าย และทำให้เลือดใสจาง น้ำจากเลือดจะถูดดูดซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดอาการบวม คนขาดโปรตีนจึงมีอาการบวมตามตัว แต่ก็ป้องกัน และทดแทนได้ ด้วยการกินโปรตีนจากแหล่งอื่นๆ เช่น ถั่วทุกอย่าง น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลืองเจ (สังเกตุสัญลักษณ์ธงเจข้างกล่องด้วย)
  3. ร่างกายขาดแร่ธาตุ แคลเซียม หรือเกลือแร่บางอย่าง เพราะบางทีกินเจ ก็จะมีแต่ แป้ง แป้ง และแป้ง ให้พยายามกินผัก ให้ครบๆ ทั้ง 5 สี ดังนี้
    สีแดง สัญลักษณ์ธาตุไฟ ให้คุณต่อหัวใจ ได้จาก ถั่วแดง มะเขือเทศ พริกสุก แครอท มะละกอ ส้ม   แตงโม นอกจากนี้ธัญพืชประเภทข้าวโอ๊ต ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลส่วนเกิน เพื่อลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรค หัวใจ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสขม เพราะจะเป็นอันตรายต่อระบบการไหลเวียนโลหิตได้
    สีดำ สัญลักษณ์ธาตุน้ำ ให้คุณต่อไต ได้จากถั่วดำ เผือก มะเขือม่วง เห็ดหูหนู ลูกหว้า องุ่น ส่วนอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่อง ไต ก็คืออาหารรสเค็ม
    สีเหลือง สัญลักษณ์ธาตุดิน ให้คุณต่อม้าม ได้จากถั่วเหลือง ฟัก ทอง ข้าวโพด พริกเหลือง มะม่วง กล้วย ทุเรียน ให้คุณประโยชน์ในการบำรุงม้ามอย่างมาก แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน
    สีขาว สัญลักษณ์ธาตุโลหะ ให้คุณต่อปอด ได้จากถั่วขาว ลูกเดือย ผักกาดขาว กะหล่ำดอก มะพร้าว น้อยหน่า รับประทานแล้วให้คุณค่าต่อปอด และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสเผ็ด
    สีเขียว สัญลักษณ์ธาตุไม้ ให้คุณต่อตับ ได้จากถั่วเขียว คะน้า ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ฝรั่ง ชมพู่ มะเฟือง การรับประทานผักสีเขียวมาก ๆ มีประโยชน์ในการบำรุงตับ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเปรี้ยวบางวันอาจเปลี่ยนมากินสาหร่ายทะเล มีทั้งสดและแห้งพร้อมกับใช้เกลือทะเลปรุงรสได้ รวมทั้งอาหารมีส่วนผสมของงาขาวและงาดำ ก็ได้ ผู้ที่กินเจควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหมักดอง อาทิ ผักดอง ผลไม้ดอง เครื่องกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป ควรหันมารับประทานอาหาร ที่สดที่ปรุงใหม่ ๆ จะให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าสำหรับเครื่องดื่ม คนกินเจควรดื่มน้ำผลไม้สด ๆ ตามธรรมชาติ เช่น น้ำส้ม น้ำมะเขือเทศ น้ำสับปะรด น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว น้ำใบบัวบก น้ำมะตูม เพราะน้ำผลไม้ดังกล่าวจะทำให้ร่างกายและผิวพรรณสดชื่นเปล่งปลั่ง ควรงดน้ำหวานที่ปรุงแต่งรสและเจือสีสังเคราะห์ เพื่อหลีกเลี่ยงพิษภัยจากสิ่งปลอมปน นอกจากการดื่มน้ำผลไม้สด ๆ แล้ว ควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 8 แก้ว เป็นประจำ ทุกวันด้วย

 

สรุปแบบความคิดเห็นส่วนตัว คือ กินเจ กินให้มันสบายใจตัวเองดีกว่าครับ อย่าไปเครียด อย่าไปคร่ำเคร่งให้มันมาก เดินทางสายกลาง แต่ก็อย่าย่อหย่อนจนเกินไป กินเจ เพื่อสุขภาพ กินผักบ้าง กินถั่วบ้าง คิดดี พูดดี ทำดี จิตใจดี มีเมตตา มีสติ เกิดสมาธิ แล้วปัญญาจะตามมาครับ ถ้าตั้งใจกินเจแล้ว ก็ทำให้เต็มที่ แต่ถ้าเกิดภาวะ “เจแตก” ก็อย่าไปฟูมฟาย โลกไม่ได้แตกซะหน่อย ถ้ามุ่งมั่นจริงจัง ก็กลับมากินเจใหม่ แต่ถ้าล้มเลิกก็กลับไปกินอาหารเหมือนปกติ ….. หลักสำคัญ ผมว่า น่าจะอยู่ที่จิตใจ และความคิด มากกว่า มันส่งผลต่อตัวเราเอง และคนรอบข้าง และโลกของเรา อย่างแน่นอนครับ

Leave a Reply