การสอบขุนนางในประเทศจีน

明代绘画中所描绘的殿试
明代绘画中所描绘的殿试

เวลาดูหนังจีน คงมักจะได้ยินคำว่า “สอบจอหงวน” อยู่บ่อยๆ ใช่มั้ย? แล้วสงสัยกันมั้ยว่า การสอบจอหงวนเนี่ย มันคืออะไร แล้วมันสอบไปเพื่ออะไร แล้วจอหงวนจริงๆ แล้วคือตำแหน่งอะไรกันแน่ ….. เชื่อว่าหลายๆท่านคงเข้าใจไปว่าการสอบจอหงวน คือ การสอบเข้ารับราชการ คล้ายๆ กับการสอบบรรจุ กพ.ในบ้านเรา ซึ่งนี่เป็นความเข้าใจที่ผิด

การสอบขุนนางในประเทศจีน

การสอบขุนนาง (จีน: 科舉; พินอิน: Kējǔ; เวด-ไจลส์: K’o1-chü3; อังกฤษ: Imperial Examination) เป็นระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการพลเรือนในประเทศจีนสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อสอบบรรจุข้าราชการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับระบบราชการของรัฐ ในการสอบ ใช้ข้อสอบแบบวัตถุวิสัย (objective) เพื่อประเมินการได้รับความรู้และคุณธรรมของผู้เข้าสอบ ผู้สอบได้จะได้รับวุฒิ จิ้นชื่อ (จีน: 進士; พินอิน: Jìnshì) แปลว่า “บัณฑิตชั้นสูง” (Advanced Scholar) รวมถึงปริญญาชั้นอื่น ๆ แล้วจะได้รับการประเมินเพื่อบรรจุเข้าดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ถ้าได้ปริญญาชั้นสูง ก็มีแนวโน้มว่าจะได้ตำแหน่งสูง การสอบขุนนางนี้โดยทฤษฎีแล้วมุ่งทดสอบและคัดเลือกบุคคลด้วยคุณธรรม จึงมีอิทธิพลต่อประเทศจีนทั้งในด้านสังคมและวัฒนธรรม ทั้งยังมีส่วนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการคานอำนาจช่วงราชวงศ์ถัง ราชวงศ์โจวของอู่ เจ๋อเทียน (Wu Zetian) และราชวงศ์ซ่ง ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลเป็นการหลอมรวมโครงสร้างทางสังคมไว้เป็นเวลานาน อนึ่ง มีหลายครั้งที่การสอบทำให้อภิชนบางกลุ่มถูกแทนที่ด้วยบุคคลจากชั้นรากหญ้า หลายดินแดนในทวีปเอเชีย เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม และรีวกีว รับระบบการสอบนี้มาใช้เพื่อคัดเลือกบุคคลระดับหัวกะทิ เพื่อรักษาเป้าหมายทางอุดมคติและทรัพยากร กับทั้งเพื่อส่งเสริมวรรณกรรมและการเล่าเรียน นอกจากนี้ เนื่องจากการจัดการสอบเป็นส่วนหนึ่งของระบบทะเบียนหลวง วันที่ประสาทวุฒิจิ้นชื่อจึงมักเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับชีวิตประวัติบุคคลในราชวงศ์ถังและราชวงศ์ต่อ ๆ มา

การสอบขุนนางนี้เริ่มขึ้นเมื่อ ค.ศ. 605 ช่วงราชวงศ์สุย และจัดขึ้นในวงแคบอย่างยิ่งในช่วงราชวงศ์ถัง แต่ได้รับการขยายวงขึ้นอย่างมากในรัชกาลอู่ เจ๋อเทียน และผลจากการขยายการสอบนี้ได้เป็นหัวเรื่องที่นักวิชาการนิยมใช้ถกเถียงกันมาจนปัจจุบัน ครั้นถึงราชวงศ์ซ่ง พระเจ้าแผ่นดินให้เพิ่มทั้งขอบเขตการสอบและจำนวนโรงเรียนหลวงเพื่อให้ได้ข้าราชการพลเรือนมาคานอภิชนฝ่ายทหารซึ่งมีอิทธิพลมาก เป็นเหตุให้มีบัณฑิตมากกว่าในราชวงศ์ถังราวสี่ถึงห้าเท่า ฉะนั้น การสอบขุนนางจึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้ปรากฏซึ่งราชบัณฑิตหลายคนที่จะกุมสังคมในเวลาต่อมา ลุสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง มีการปรับปรุงการสอบหลายครั้ง จนล้มเลิกไปใน ค.ศ. 1905 กล่าวได้ว่า การสอบนี้มีอายุถึงหนึ่งพันสามร้อยปี (แม้สะดุดหยุดลงในบางช่วง เช่น ต้นราชวงศ์หยวน) และระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการพลเรือนในปัจจุบันก็วิวัฒนาการมาจากการสอบขุนนางนี้โดยอ้อมด้วย

ที่มาของการสอบขุนนาง

จีนนับเป็นประเทศแรกๆของโลกที่ริเริ่มนำเอาระบบคุณธรรม (Merit System) มาใช้ในการบริหารบ้านเมือง โดยเฉพาะในเรื่องการคัดเลือกบุคคลากรเข้ามารับราชการ อาจจะพูดได้เลยว่าเป็นอาณาจักรแรกของโลกก็ว่าได้ ที่มีการนำระบบการสอบคัดเลือกเข้ามาใช้คัดเลือกบุคลากรเพื่อมาทำงานให้แก่รัฐ หากนับตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าสุยเหวินตี้แห่งราชวงศ์สุย (ประมาณคริสตศตวรรษที่ 6) อันเป็นรัชสมัยที่มีการเริ่มใช้ระบบนี้อย่างจริงจัง

ซึ่งจริงๆ แล้ว การที่จะกล่าวย้อนกลับไปหาต้นตอ ผู้ที่วางรากฐานของการสอบขุนนางในประเทศจีนนั้น จะต้องพูดถึง บุคคลท่านนี้ คือ “ขงจื้อ”

ขงจื้อ

A portrait of Confucius by the Tang Dynasty artist Wu Daozi (680–740)
A portrait of Confucius by the Tang Dynasty artist Wu Daozi (680–740)

ขงจื๊อนักปราชญ์และนักการศึกษาผู้ยิ่งใหญ่ของจีน มีชื่อว่าชิว มีสมญาว่าจ้งหนี เป็นคนรัฐหลู่ในสมัยชุนชิว

ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่นามขงจื๊อนับเป็นผู้รวบรวมแนวคิดทางวัฒนธรรมของชนชาติจีนและตั้งสำนักปรัชญาลัทธิหรูขึ้น แนวความคิดแรกที่ขงจื๊อเสนอ คือ “เหริน” (ความรัก) แนวคิดนี้เสนอให้ผู้ปกครองรักและเอาใจใส่ประชาชน ไม่กดขี่ประชาชนจนเกินควร ทั้งนี้เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างชนชั้นในสังคม ต่อมาท่านได้เสนอให้ผู้ปกครองใช้คุณธรรมในการปกครอง ต่อต้านการปกครองด้วยความรุนแรงและการลงโทษหรือการเข่นฆ่าตามอำเภอใจ ปรัชญาแนวคิดที่สำคัญอื่นๆ ของขงจื๊อ ได้แก่ “เหรินอี้” (ความรักและความถูกต้อง) “หลี่เย่ว์” (พิธีกรรมและดนตรี) “การปกครองด้วยคุณธรรมและการขัดเกลาด้วยการศึกษา” ตลอดจน “กษัตริย์ถือประชาชนเป็นหลักในการปกครอง” ปรัชญาลัทธิหรูได้แทรกซึมสู่ทุกๆ ด้านของชีวิตและวัฒนธรรมของชาวจีน จนกลายเป็นระบบแนวคิดหลักของวัฒนธรรมศักดินาตลอดระยะเวลากว่า 2,000 ปี ทั้งยังมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อแนวคิดของชาวจีนในยุคต่อๆ มา

นอกจากขงจื๊อจะเป็นนักปราชญ์แล้ว ท่านยังเป็นนักการศึกษาผู้ยิ่งใหญ่ของจีนด้วย ในสมัยสังคมทาส การศึกษาจำกัดอยู่ภายในราชสำนัก ดังนั้นจึงมีเพียงลูกหลานของชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้รับการศึกษา ในสภาพสังคมเช่นนั้น ขงจื๊อได้ทำลายข้อจำกัดดังกล่าวด้วยการตั้งโรงเรียนขึ้นเองและเปิดรับนักศึกษาจากทุกชนชั้น เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่สามัญชน แนวคิดด้านการศึกษาของขงจื๊อได้แก่ “สอนตามคุณสมบัติของผู้เรียน” ซึ่งหมายถึงใช้วิธีการสอนที่แตกต่างกันไปตามคุณสมบัติหรือข้อจำกัดที่แตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน นอกจากนี้ยังมีแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาอื่นๆ ที่ขงจื๊อได้กล่าวไว้ เช่น การศึกษาต้องหมั่นทบทวนบทเรียน “การทบทวนหรือพิจารณาความรู้เดิมจะทำให้เกิดมุมมองความคิดใหม่” ควรเรียนรู้อย่างซื่อสัตย์ กล่าวคือ “เมื่อรู้บอกว่ารู้ เมื่อไม่รู้จงยอมรับว่าไม่รู้” และต้องศึกษาพร้อมขบคิดพิจารณาควบคู่กันไป

ระบบการสอบในสมัยโบราณของจีน

ระบบการสอบเข้ารับราชการเป็นระบบที่ราชสำนักจีนในสมัยสังคมศักดินาจัดขึ้นเพื่อคัดเลือกปัญญาชนเข้ารับราชการ ระบบการสอบนี้เริ่มใช้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์สุยจนถึงราชวงศ์ชิง ระบบการสอบดังกล่าวแบ่งออกเป็นการสอบในระดับต่างๆ หลายขั้น ดังเช่นระบบการสอบเข้ารับราชการในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง มีการสอบในระดับที่สำคัญดังนี้

จริงๆแล้ว ระบบการสอบเข้ารับราชการของจีนนั้นเรียกว่า “เคอจวี่” (科举) ซึ่งประกอบด้วยการสอบทั้งหมดสามรอบ

การสอบถงเซิง

การสอบถงเซิงคล้ายกับการสอบเพื่อเข้าศึกษาต่อในปัจจุบัน ผู้สมัครสอบในระดับนี้ทุกคน ไม่ว่าจะมีอายุมากน้อยเท่าไรก็ตาม จะเรียกว่า “ถงเซิง” (ซึ่งแปลตามตัวอักษรว่า “นักศึกษาเด็ก”) ดังนั้นจึงเรียกการสอบในระดับนี้ว่า “การสอบถงเซิง” การสอบถงเซิงเป็นการสอบในระดับท้องถิ่นซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 3 ระดับด้วยกัน คือ การสอบระดับอำเภอ การสอบระดับจังหวัด และการสอบย่วนซื่อซึ่งจัดโดยขุนนางที่ราชสำนักมอบหมายหน้าที่มาโดยตรง ในการสอบ 3 ระดับนี้ การสอบระดับอำเภอถือว่าสำคัญที่สุด การจัดสอบระดับอำเภอจะดำเนินการโดยขุนนางประจำอำเภอต่างๆ หากผู้เข้าสอบสอบผ่านในระดับนี้ก็จะได้รับเลือกเป็น “เซิงหยวน” (บัณฑิตระดับอำเภอ) หรือมักเรียกกันทั่วไปว่า “ซิ่วฉาย” (秀才)

การสอบระดับภูมิภาค

ผู้ที่มีสิทธิเข้าสอบในระดับภูมิภาคหรือ “เซียงซื่อ” คือ”เซิงหยวน” การสอบในระดับนี้จะจัดขึ้นทุก 3 ปีที่เมืองหลวงของมณฑลต่างๆ เนื่องจากการสอบมักจัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง จึงเรียกการสอบในระดับนี้อีกชื่อหนึ่งว่า “ชิวซื่อ” หรือการสอบในฤดูใบไม่ร่วง ผู้มีสิทธิเข้าสอบระดับนี้จะต้องได้คุณวุฒิซิ่วไฉก่อน ผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกในระดับนี้เรียกว่า “จี่ว์เหริน” (举人) หรือมักเรียกกันทั่วไปว่า “จ้งจี่ว์”

การสอบระดับประเทศ

“จี่ว์เหริน” ของมณฑลต่างๆ จะเดินทางมายังเมืองปักกิ่งเพื่อเข้าสอบ “ฮุ่ยซื่อ” หรือการสอบระดับประเทศซึ่งจัดขึ้นทุก 3 ปีเช่นกัน เนื่องจากการสอบมักจัดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ จึงเรียกการสอบในระดับนี้อีกชื่อหนึ่งว่า “ชุนซื่อ” หรือการสอบในฤดูใบไม้ผลิ ผู้ที่สอบผ่านในระดับนี้เรียกว่า “ก้งเซิง” หากบัณฑิตคนใดสอบได้เป็น”ก้งเซิง” ก็จะมีสิทธิได้รับคัดเลือกให้ถวายการรับใช้จากกษัตริย์ ดังนั้นการสอบได้เป็นก้งเซิงจึงถือว่าได้เป็นการก้าวสู่เส้นทางการเป็นขุนนางแล้ว

การสอบในพระราชวัง

“เตี่ยนซื่อ” หรือการสอบในพระราชวัง เป็นการสอบคัดเลือก “ก้งเซิง” ที่จัดขึ้นในเขตพระราชวังและใช้ข้อสอบที่กษัตริย์ทรงเป็นผู้ออกเอง ผู้ที่ผ่านการสอบในระดับนี้มีจำนวนจำกัด โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มที่ดีที่สุด หรือเรียกว่า “ซานจย่า” ในแต่ละกลุ่มจะมีผู้ได้รับคัดเลือกเพียง 3 คน ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่ง สองและสามของแต่ละกลุ่มจำนวน 9 คนนี้เรียกว่า “จิ้นซื่อ” (进士) ในกลุ่มอีจย่า (กลุ่มที่หนึ่ง) ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งจะได้รับตำแหน่ง “จ้วงหยวน” (จอหงวน) หรือเรียกว่า “เตี่ยนหยวน” หรือ “ติ่งหยวน” ผู้ที่สอบได้อันดับสองจะได้รับตำแหน่ง “ป๋างเหยี่ยน” และผู้ที่สอบได้อันดับสามจะได้รับตำแหน่ง “ทั่นฮวา” ในสมัยราชวงศ์ชิง หลังจากผ่านการสอบเตี่ยนซื่อแล้ว จิ้นซื่อทุกคนยังต้องเข้าสอบ “เฉาข่าว” หรือการสอบในเขตพระราชฐานอีกครั้ง โดยการสอบครั้งนี้จะมีขุนนางชั้นสูงเป็นผู้ตรวจข้อสอบ เมื่อเสร็จสิ้นการสอบจะมีการจัดลำดับตามอันดับในการสอบเตี่ยนซื่อและคะแนนจากการสอบเฉาข่าว จากนั้นกษัตริย์จะเป็นผู้พระราชทานตำแหน่งขุนนางแก่บัณฑิตเหล่านี้ตามความเหมาะสม ดังนั้นหากบัณฑิตคนใดสอบได้เป็นจิ้นซื่อก็เท่ากับว่าได้เป็นขุนนางในราชสำนักค่อนข้างแน่นอนแล้ว

ในรอบนี้ ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดสามอันดับแรก จะมีชื่อเรียกดังนี้

  1. อันดับหนึ่ง จะได้ตำแหน่ง “จ้วงหยวน” (状元) หรือจอหงวน
  2. อันดับสอง จะได้ตำแหน่ง “ปั๋งเหยี่ยน” (榜眼)
  3. อันดับสาม จะได้ตำแหน่ง “ทั่นฮวา” (探花)

การสอบเข้ารับราชการของจีนถือเป็นระบบสำคัญในการคัดสรรบุคคลเข้ารับราชการในสมัยศักดินา จึงมีคำพูดที่ว่า “เรียนหนังสือเพื่อเป็นขุนนาง” ในภาษาจีนมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ผู้ที่สอบได้ตำแหน่ง “จ้วงหยวน” จึงนับได้ว่าเป็นบัณฑิต หรือนักศึกษาที่เก่งที่สุดในแผ่นดิน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผู้ได้รับตำแหน่งนี้จึงได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูงในสังคม และเป็นตำแหน่งที่ใครๆต่างก็หมายปองกันทั้งนั้น และแท้จริงแล้ว “จอหงวน” คือชื่อตำแหน่งผู้สอบ “จิ้นซื่อ” ได้อันดับที่หนึ่งต่างหาก หาใช่ชื่อของการสอบไม่

ตำแหน่งบัณฑิตต่างๆ ในสมัยโบราณของจีน

ปั๋วซื่อ

“ปั๋วซื่อ” ซึ่งปัจจุบันหมายถึงดุษฎีบัณฑิตนั้น ในสมัยโบราณเป็นชื่อตำแหน่งขุนนาง มีการเริ่มใช้คำนี้เป็นชื่อตำแหน่งขุนนางในสมัยจั้นกั๋ว(รัฐสงคราม) ในสมัยจักรพรรดิฉินซี ปั๋วซื่อทำหน้าที่เป็นเพียงที่ปรึกษาของรัฐบาล แต่หลังจากสมัยราชวงศ์ฮั่น ปั๋วซื่อได้กลายมาเป็นชื่อตำแหน่งขุนนางด้านการศึกษาซึ่งมีหน้าที่สอนหนังสือ นอกจากนี้ยังได้มีการมอบตำแหน่งนี้ให้กับขุนนางที่มีศิลปวิทยาการหรือมีความรู้เฉพาะทางด้วย เช่น หลังสมัยราชวงศ์เว่ยและจิ้นมีตำแหน่งปั๋วซื่อแพทย์หลวง ปั๋วซื่อด้านการเสี่ยงทาย เป็นต้น หลังสมัยราชวงศ์ถังและซ่ง คำว่าปั๋วซื่อกลายเป็นคำเรียกผู้ที่ประกอบอาชีพบางประเภท เช่น ฉาปั๋วซื่อ(ปั๋วซื่อชา) จิ่วปั๋วซื่อ(ปั๋วซื่อสุรา) เป็นต้น

ซั่วซื่อ

“ซั่วซื่อ” ซึ่งปัจจุบันหมายถึงมหาบัณฑิตนั้น ในสมัยโบราณเป็นคำที่ใช้เรียกผู้ที่มีความรู้กว้างขวางและมีคุณธรรมสูงส่ง แต่คำนี้กลับปรากฏในบันทึกทางประวัติศาสตร์ไม่มากนัก จึงเป็นไปได้ว่าคำว่า “ซั่วซื่อ” ไม่ใช่ชื่อตำแหน่งขุนนางที่เป็นทางการ นอกจากนี้ในสมัยโบราณยังมีการใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ซั่วซื่อ” ได้แก่ “ซั่วเหล่า” และ “ซั่วหรู” เรียกผู้ที่มีความรู้กว้างขวางด้วย

เสวียซื่อ

“เสวียซื่อ” ซึ่งปัจจุบันหมายถึงบัณฑิตนั้น ในสมัยโบราณเป็นคำที่ใช้เรียกบุตรหลานของชนชั้นสูงที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียน ต่อมาคำนี้ได้กลายเป็นชื่อตำแหน่งขุนนาง “เสวียซื่อ” เป็นคำเรียกรวมๆ ของผู้ที่มีความรู้และผู้ที่เข้าศึกษามาเป็นเวลานาน หลังสมัยราชวงศ์เว่ยและจิ้น เสวียซื่อจึงได้กลายเป็นชื่อตำแหน่งขุนนางอย่างเป็นทางการ หมายถึงผู้ที่ศึกษาศิลปวิทยาการมานานและเข้าถวายการรับใช้ราชสำนัก ต่อมาในสมัยราชวงศ์ถัง เสวียซื่อมีฐานะสูงขึ้นมาก กระทั่งสามารถเข้าร่วมในกิจการของราชสำนักได้ หัวหน้าคณะเสวียซื่อคือฮั่นหลินเสวียซื่อ ฮั่นหลินเสวียซื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและราชเลขาธิการที่กษัตริย์ทรงไว้วางพระทัย ดังนั้นจึงมักเรียกว่าเสนาธิการฝ่ายในด้วย ในสมัยราชวงศ์ซ่ง หากผู้ใดได้รับตำแหน่งฮั่นหลินเสวียซื่อ ผู้นั้นก็มีโอกาสจะได้ขึ้นเป็นอัครเสนาบดีต่อไป ในสมัยราชวงศ์ชิงหัวหน้าคณะเสวียซื่อเรืองอำนาจมาก ถือเป็นระดับชั้นขุนนางสูงสุดของขุนนางฝ่ายพลเรือน

วิธีการสอบขุนนางในประเทศจีน

ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึง ค.ศ. 1370 การสอบกินเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงถึงเจ็ดสิบสองชั่วโมง ผู้เข้าสอบต้องอยู่ลำพังในห้องเล็ก ๆ หรือในคอกที่สนามสอบ ในห้องหรือคอกนี้มีไม้กระดานสองแผ่นซึ่งจะใช้เป็นที่นอนก็ได้ เป็นโต๊ะก็ได้ เป็นเก้าอี้ก็ได้ และเพื่อให้การตรวจข้อสอบเพ่งเล็งไปที่คำตอบอย่างแท้จริง จึงไม่ออกนามผู้เข้าสอบ แต่ให้เรียกขานด้วยหมายเลข ทั้งยังให้บุคคลภายนอกคัดลอกคำตอบไว้อีกทอดหนึ่งเพื่อมิให้ผู้ตรวจจดจำลายมือผู้เข้าสอบได้

สมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่ง มีการประดิษฐานประติมากรรมสองชิ้นไว้ในท้องพระโรง ชิ้นหนึ่งเป็นรูปมังกร อีกชิ้นเป็นรูปเต่ามังกรซึ่งเชื่อกันว่าขาถูกตัดมาเป็นเสาค้ำฟ้า ประติมากรรมทั้งสองนี้ตั้งไว้กลางบันไดซึ่งผู้สอบผ่านจะพากันมาเข้าแถวรอเรียกขานตามบัญชีที่เรียก “ทะเบียนทอง” (จีน: 金榜; พินอิน: jīnbǎng; “gold list”) ผู้สอบได้อันดับหนึ่งตั้งเป็น “จ้วงเยฺหวียน” หรือ “จอหงวน” ตามสำเนียงอื่น (จีน: 狀元; พินอิน: zhuàngyuán) และให้ยืนเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินหน้ารูปเต่ามังกรดังกล่าว ก่อให้เกิดสำนวนว่า “ยืนหัวเต่า” (จีน: 占鳌头; พินอิน: zhàn áo tóu; “to have stood alone at Ao’s head”) ซึ่งสื่อถึงคุณลักษณะของจ้วงเยฺหวียน รวมถึงบุคคลซึ่งเป็นหัวกะทิในสาขาวิชาหนึ่ง ๆ

 

ข้อมูลอ้างอิง

Leave a Reply