คุณอนันต์ อัศวโภคิน เขียนไว้น่าอ่านมาก

คุณอนันต์ อัศวโภคินเขียน ไว้น่าอ่านมาก

ในขณะที่คนอื่น ๆ บอกว่าต้องเร่งยกระดับการศึกษาของชาติ แต่คุณอนันต์ตั้งคำถามว่า คนที่ประสบความสำเร็จ
จะต้องเรียนเก่งจริงหรือไม่ ?

ประเทศไทยเน้นเรื่องการศึกษามาก จนลืมเรื่องความสำคัญของการฝึก “นิสัย” คนไทยควรจะมีนิสัยอย่างไร จึงจะเจริญก้าวหน้าในชีวิต

คนที่มีนิสัยดีเหมือนเรามีเครื่องจักรที่ดีในตัวไม่ว่าไปทำอะไรก็จะดี

คุณอนันต์ เจ้าของแลนด์แอนด์เฮาส์ เล่าว่าเกิดมาในครอบครัวยากจนในบ้านมีคนมากถึง 31คน ถือเป็นสถานที่สำคัญฝึกนิสัยให้กับเขาจนทำให้มีวันนี้
นิสัยที่ดี ฝึกไม่ยาก

เริ่มจากที่บ้านใน 5 ห้อง

1. ห้องนอน :

ฝึกทำใจให้ว่าง ทำสมาธิ ล้างใจสะอาด นอนได้เต็มที่ และฝึกตื่นให้เป็นเวลา เก็บที่นอน เปิดหน้าต่างให้เคยชิน

“ถ้าเราเป็นคนไม่ตื่นตามเวลา ใช้ปุ่ม Snooze เพื่อที่จะตื่นมากด Snooze อีกที เราจะกลายเป็นคนที่ทำงานเสร็จนาทีสุดท้ายเสมอ”

2. ห้องน้ำ :

ฝึกการใช้น้ำอย่างประหยัด เกรงใจคนอื่น รักษาเวลา การฝึกล้างห้องน้ำให้เป็น จะช่วยฝึกให้เราไม่ดูถูกคน เป็นคนไม่เลือกงาน ไม่มีทิฐิ

“สมัยเด็ก บ้านผมไม่ได้มีฐานะแต่มีคนถึง 31 คน น้ำก็ต้องใช้ประหยัด เข้าห้องน้ำนานไม่ได้ เพราะคนอื่นก็ต้องใช้เหมือนกัน” “ผมล้างห้องน้ำมาจนโต ทำให้ทุกงานผม ห้องน้ำต้องสะอาด เสียอย่างเวลาขึ้นเครื่อง บางทีผมต้องเสีย 15 นาที เช็ดห้องน้ำจน สะอาด”

“คนว่าผมสร้างห้างมาให้คนเข้าห้องน้ำ ทั้ง Terminal 21 หรือ Fashion ก็ยอมรับครับตอนนี้มีคนมาเข้าห้องน้ำห้างผม วันละเป็นแสน”

3. ห้องแต่งตัว :

ฝึกให้รู้จักตัดใจ เสื้อผ้าไม่ใส่ต้องทิ้ง เสียสละให้คนอื่น ใช้สิ่งของต่าง ๆ อย่างพอดีตัว “ไม่ใช่จะใช้ชีวิตแย่ ๆ แต่เท้ามีแค่สองข้าง จะมีรองเท้ามากมายทำไม อะไรไม่ได้ใส่เกิน 2 เดือนเอาไปบริจาคเอื้อ เฟื้อเผื่อแผ่”

4. ห้องกินข้าว :

ฝึกการทานอาหาร นั่งพร้อมหน้ากัน รู้จักแบ่งปัน ตักข้าวแล้วต้องกินให้ หมด ดังนั้นต้องตักให้ พอดีตัวและตักให้พ่อแม่หรือคนอื่นก่อน
“ไข่พะโล้ 2 ฟอง นั่งกัน 4 คน เราต้องแบ่งกันคนละครึ่งฟอง และตัดให้แม่ก่อน จนติดนิสัยให้คนอื่นก่อน เช่นเวลาเข้าออกลิฟต์”

5. ห้องทำงาน :

ฝึกจัดลำดับความสำคัญ อย่าให้มีอะไรรกบนโต๊ะทำงาน กระดาษที่กองเต็มโต๊ะ บอกนิสัยไม่ตัดสินใจ หรือไม่มั่นคงทางใจ กลัวไม่มีข้อมูล “เวลาผมเจอใครกระดาษกองเต็มโต๊ะ ผมคิดเลยว่าคนนี้ไม่กล้าตัดสินใจ หรือ Insecure กลัวขาดข้อมูล ทั้งที่มันมีในมือถือหมดแล้ว” “ห้องทำงานผมไม่มีกระดาษบนโต๊ะ ไม่มีโทรศัพท์เพราะใช้มือถือ ไม่มีคอมพ์เพราะใช้แท็บเล็ต ตอนนี้มีห้องไว้โชว์ว่าว่างเปล่า”

5 ห้องนี้จะฝึกให้เรา รักษาความสะอาด มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา สุภาพ และฝึกสมาธิให้ใจสะอาด
“คนเรียนเก่งไม่ใช่คนเก่งเสมอไป แต่คนเก่งมักมีนิสัยสร้างความเจริญก้าวหน้าเรื่องนี้อย่าสอนแต่ในห้องเรียน เริ่มจากที่บ้าน”

“ทุกวันนี้โลกวุ่นวายไม่ใช่เพราะคนไม่มีการศึกษา แต่เพราะคนนิสัยไม่ดี และมีการศึกษาเยอะต่างหาก”

คุณอนันต์ ยังเล่าว่าในปี 40 เกือบล้มละลาย ขาดทุน 3-4 หมื่นล้าน เพราะกู้เป็นเงินดอลลาร์ แต่รายได้เป็นเงินบาท ต้องไปเจรจากับเจ้าหนี้ ..ตอนเจรจากับเจ้าหนี้ คุณอนันต์ยังยิ้มได้ตลอด เพราะนึกถึงสมัยเด็กบ้านยากจน ต้องยืมของเล่น ข้างบ้าน ซึ่งคนที่หน้าตา หมองเศร้าคือเด็กท่ีเรายืมของคนนั้นไม่ใช่เรา

สุหฤท สยามอยากได้คนเก่งไม่สนโอ-ยูเน็ต

สุหฤท สยามอยากได้คนเก่งไม่สนโอ-ยูเน็ต
สุหฤท สยามอยากได้คนเก่งไม่สนโอ-ยูเน็ต

ภาพ และข้อความจาก Facebook ของ Suharit Siamwala (https://www.facebook.com/suharit.surprise/photos/a.10151548079356370.1073741828.7470001369/10151985718741370/?type=1&theater)

จากใจผู้บริหารที่มองคุณสมบัติของน้องๆที่จะมาร่วมทำงานที่บริษัท คงไม่น่าจะเป็นบริษัทผมอย่างเดียวมีดังนี้

  1. ส่วนตัวไม่สนผลสอบโอเน็ต พีเน็ต บ้าบออะไรนั่น มันไม่ได้บอกว่าน้องเก่งอะไร แม้เพียงนิด มันอยู่ที่สมัครทำงานอะไรแอบเซ็งแทน
  2. ขอให้เป็น excel , word มันช่วยงานให้ง่ายขึ้นมาก ไม่ต้องไปกวนคนอื่น ถ้าไม่เป็นเลยนี่ผมมึน และชีวิตน้องจะลำบาก
  3. ถ้าน้องมาฟังคำสั่งอย่างเดียว ไม่เคยเสนอทางออกใหม่ นำเสนอสิ่งใหม่ๆให้องค์กร น้องไม่มีวันก้าวหน้า ฝึกความเป็นผู้นำไว้ ร่วมกิจกรรมต่างๆด้วย
  4. ผลการเรียนกับความเก่งในการทำงานคนละเรื่อง สอบได้ 4 จบเมืองนอก แต่เป็นใบ้ในที่ทำงานจะไม่มีใครได้ประโยชน์
  5. ถ้าสถาบันที่น้องเรียนยังไม่ช่วยทำให้น้องรู้สึกเก่งขึ้น จงขวนขวายเพิ่มเติมเอง เพื่อตัวเองนะจ๊ะ
  6. การเรียนรู้เพื่อออกไปประกอบอาชีพ สถาบันการศึกษามีส่วนช่วยได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด น้องต้องฝึกตัวเองแล้วจะทำข้อสอบตอนสัมภาษณ์ได้ดี ตอบฉะฉาน
  7. ผู้สัมภาษณ์จะทึ่งน้องๆ ไม่ใช่ผลสอบจากสถาบัน แต่อยู่ที่ผลทดสอบหลายอย่าง และตัวตัดสินน้องคือการตอบคำถามอย่างชาญฉลาด
  8. อย่ารอปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย มันอีกนาน ปฏิรูปตนเองก่อนเพื่อความสำเร็จ
  9. อย่าฝันสูงถ้าตนเองเฉื่อยแฉะ แล้วเที่ยวหวังคนอื่นมาป้อนข้าวป้อนน้ำ ชีวิตจริงการทำงานไม่มีเช่นนั้นดอก
  10. ปัจจุบันนี้โลกจะก้าวหน้าเร็วมากกว่าอดีตมากมาย ถ้าน้องยังอยู่ยุค 2475 คนที่ลำบากคือน้องเอง อยากสำเร็จต้องพึ่งตนเองนะจ๊ะครับ

สุดท้ายพึงระลึกเสมอว่าคนในองค์กรมีความหลากหลาย ไม่มีองค์กรใด perfect เขาจึงอยากได้น้องมาเติมเต็ม ปฏิรูปตนเองวันนี้ อย่ารอประเทศปฏิรูปเรื่องการศึกษาให้น้องๆ มันจะช้าไป

ด้วยรัก
สุหฤท สยามอยากได้คนเก่งไม่สนโอ-ยูเน็ต

9 กฎเหล็กที่คนประสบความสำเร็จไม่เคยแหก

9 rules success people never break
9 rules success people never break
9 rules success people never break

การมีคุณภาพชีวิตที่ดีจะประกอบด้วยกฎพื้นฐานบางอย่าง หากคุณสอบถามหรือสังเกตุคนที่ประสบความสำเร็จแล้วจะพบว่าพวกเขามีกฎเหล็กในการดำเนินชีวิตที่ไม่เคยแหกกฎดังนี้

Continue reading “9 กฎเหล็กที่คนประสบความสำเร็จไม่เคยแหก”

เคล็ดลับ 9 ข้อ เพื่อความสำเร็จ

 

Success

ไม่ว่าจะยังทำงานอยู่ที่เก่า หรือย้ายไปทำงานที่ใหม่ หนุ่มๆ สาวๆ ก็สามารถทำงานแบบคนไฟแรง ที่เทใจให้กับงานอันเป็นที่รักได้ทั้งนั้น วันนี้มีเคล็ดลับ 9 ข้อง่ายๆ เพื่อนำไปสู่ทางแห่งการประสบความสำเร็จ

Continue reading “เคล็ดลับ 9 ข้อ เพื่อความสำเร็จ”

ทำอย่างไรเมื่อชีวิตเจอทางตัน

เชื่อหรือไม่ว่า…เวลาเราเจอปัญหาหรือแก้ไขไม่ได้…

เรามักขาด “สติ”สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ “คำถาม”

และคำตอบก็คือ “ความว่างเปล่า”…

ผลที่ได้รับจากความว่างเปล่านั้นก็คือ “ความฟุ้งซ่าน”

บ่อยครั้งที่ใครหลาย ๆ คนฟุ้งซ่านไปกับการคิดอะไรไม่ออกเมื่อต้องเผชิญกับปัญหา…

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ หรือเรื่องความรัก…

แม้ว่าบางคนพยายามจะเป็นนักแก้ปัญหาที่ดี แต่ยิ่งคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก… Continue reading “ทำอย่างไรเมื่อชีวิตเจอทางตัน”

กฎของเมล็ดพันธุ์

Apple

กฎของเมล็ดพันธุ์ (The Apple Tree )

Take a good look at an apple tree.
มองดูต้นแอ๊บเปิ้ลต้นหนึ่งให้ดี

There might be five hundred apples on the tree, each with ten seeds. That’s a lot of seeds!
มันอาจจะมีผลแอ๊บเปิ้ลอยู่ 500 ผล แต่ละผล มีเมล็ดพันธุ์อยู่ 10 เมล็ด มันจึงเมล็ดพันธุ์จำนวนมากมาย

We might ask, “Why would you need so many seeds to grow just a few more trees?”
เราอาจจะถามว่า “ทำไมคุณถึงต้องใช้เมล็ดพันธุ์มากมายเพื่อที่จะปลูกต้นแอ๊บเปิ้ลเพียงไม่กี่ต้น

Nature has something to teach us here. It’s telling us: “Most seeds never grow.
ธรรมชาติมักจะบอกอะไรเราบางอย่าง.. มันกำลังบอกเราว่า “มีเมล็ดพันธุ์จำนวนมาก ไม่ได้เจริญงอกงาม”

So if you really want to make something happen, you had better try more than once.”
ฉะนั้น ถ้าคุณปรารถนาจะให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น คุณน่าจะลองทำสิ่งนั้นมากกว่าแค่ 1 ครั้ง

This might mean: นี่อาจจะหมายถึง
You’ll attend twenty interviews to get one job.
คุณอาจจะต้องสอบสัมภาษณ์ถึง 20 ครั้งเพื่อจะให้ได้งานสักงานหนึ่ง

You’ll interview forty people to find one good employee.
คุณอาจจะต้องสัมภาษณ์คน 40 คนเพื่อที่จะได้ลูกจ้างดี ๆ สักคน

You’ll talk to fifty people to sell one house, car, vacuum cleanner, insurance policy, idea……
คุณอาจจะต้องพูดกับคน 50 คนเพื่อจะได้ขายบ้านหนึ่งหลัง, รถยนต์, เครื่องดูดฝุ่น, กรมธรรม์ประกัน หรือไอเดีย

And you might meet a hundred acquaintances to find one special friend.
และคุณอาจจะได้พบปะคนเป็นร้อยเป็นร้อยเพื่อที่จะเจอเพื่อนดี ๆ สักคน

When we understand the “Law of the Seed”, we don’t! get so disappointed.
เมื่อเราเข้าใจ “กฎของเมล็ดพันธุ์” เราก็จะไม่ต้องมาคอยผิดหวัง

We stop feeling like victims. Laws of nature are not things to take personally. We just need to understand them – and work with them.
เราจะไม่รู้สึกว่าเราเป็นเหยื่อ กฎของธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาใช้ได้เองตรงๆ เราเพียงแค่ต้อง เข้าใจและลองค่อย ๆ ปฏิบัติดู

IN A NUTSHELL สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ
Successful people fail more often. They plant more seeds.
ผู้คนที่ประสบความสำเร็จก็ล้มเหลวได้บ่อย แต่พวกเค้าก็ใช้เมล็ดพันธุ์มากกว่า (ถึงจะประสบความสำเร็จ)

When Things Are Beyond Your Control here’s a recipe for permanent misery……….
เวลาอะไร ๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด… สูตรสำเร็จของคนที่ไร้ซึ่งความสุขก็คือ
a) Decide how you think the world SHOULD be.
1) ตัดสินว่า โลกมันควรจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
b) Make rules for how everyone SHOULD behave.
2) ตั้งกฎเกณฑ์ว่าผู้คนควรจะทำตัวยังไง

Then, when the world doesn’t obey your rules, get angry! That’s what miserable people do!
และ.. เมื่ออะไร ๆ ไม่เป็นไปตามกฎของคุณ… ก็โกรธซะ !! นั่นแหละ คือสิ่งที่คนไร้ความสุขเค้าทำกัน

Let’s say you expect that: เอาเป็นว่า ถ้าคุณคาดหวังว่า
Friends SHOULD return favours. เพื่อน ควรจะตอบแทนอะไรคุณบ้าง
People SHOULD appreciate you. ผู้คนควรจะชื่นชมคุณ
Planes SHOULD arrive on time. เครื่องบิน น่าจะลงตรงเวลา
Everyone SHOULD be honest. ทุก ๆ คนควรจะซื่อสัตย์
Your husband SHOULD remember your birthday. สามี (แฟน) ควรจะจำวันเกิดคุณได้

These expectations may sound reasonable.
ความคิดพวกนี้ ฟังดูเหมือนมีเหตุผล

But often, these things won’t happen! So you end up frustrated and disappointed.
แต่บ่อยครั้ง สิ่งพวกนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น และ มันก็จบลงที่.. คุณรู้สึกรำคาญใจและผิดหวัง

There’s a better strategy. Have less demands. Instead, have preferences!
มันมีหลักเกณฑ์ที่ดีกว่านี้ ลดความต้องการให้น้อยลง แล้วเปลี่ยนเป็นความชอบแทน

For things that are beyond your control, tell yourself:
สำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกินคาด ก็บอกตัวเองว่า

”I WOULD PREFER AN “A”, BUT IF “B” HAPPENS, IT’S OK TOO!”
เราอยากจะให้เป็น เอ มากกว่า แต่ถ้าเป็น บี … ก็โอเค ได้เหมือนกัน

This is really a game that you play in your head. It is a shift in attitude, and it gives you more peace of mind …
มันเป็นแค่เกมของความคิดในหัว คือเปลี่ยนอุดมการณ์ มันจะทำให้จิตใจคุณสุขสงบขึ้น

You prefer that people are polite … but when they are rude,
it doesn’t ruin your day. You prefer sunshine … but rain is ok!
คุณอยากให้ผู้คนสุภาพ แต่ถ้าเค้าเกิดหยาบคายขึ้นมา.. มันก็ไม่ได้บ่อนทำลายวันของคุณ
คุณอาจจะอยากให้ท้องฟ้าสดใส แต่ถ้าฝนเกิดตก.. ก็โอเค

To become happier, we either need to ถ้าอยากจะมีความสุขมากขึ้น เราก็เลือกที่
a) change the world, or เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ หรือ
b) change our thinking. It is easier to change our thinking! เปลี่ยนแปลงความ คิดเราเอง

เปลี่ยนความคิดของเราเอง ง่ายกว่านะ

IN A NUTSHELL สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ

It’s not what happens to you that determines your happiness.
สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ ไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดความสุขของคุณ

It’s how you think about what happens to you.
แต่มันเป็นความคิดของคุณเองต่างหาก ความคิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ